ไม่อยากตาดำเป็นหมีแพนด้า อย่านอนดึก!

การนอนดึก ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดูจะปกติไปแล้ว สำหรับน้องๆ กว่าจะเข้านอนจริงๆ ก็เกือบเที่ยงคืนบ้าง หรืออาจจะมากกว่านั้นเพราะกลับจากโรงเรียน ทำโน้น นั่นนี่ เผลอแปปเดียวก็สี่ห้าทุ่มไปแล้ว แต่มีใครรู้บ้างว่าการนอนดึกนั้น มีผลต่อร่างกายเราเป็นอย่างมาก เคยได้ยินมั้ย!!ยิ่งนอนดึก สมองไม่แล่น สมองตื้อคิดไรไม่ออก ตามความเป็นจริงน้องๆ ควรต้องนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง แต่พี่ๆ เข้าใจเพราะพี่ๆ ก็ผ่านช่วงนั้นกันมาแล้ว วันนี้เราจะมาช่วยให้น้องๆ เลิกเป็นคนติดนอนดึก เรามาดูวิธีกันเลย

ครับออกกำลังกายเยอะๆ เลิกเรียนเราก็หาเวลาไปว่ายน้ำ หรือเล่นบาส ที่ใช้พลังงานค่อนข้างมากหน่อย เมื่อร่างกายเราใช้พลังงานไปเต็มที่แล้ว พอถึงเวลาเข้านอนพี่เชื่อเลยว่าทำให้หลับง่ายขึ้นเพราะเราใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกายไปแล้วนั้นเอง ตื่นมาจะได้สดชื่นพร้อมลุยในวันใหม่

อย่าติดโทรทัศน์หรือมือถือ ข้อนี้อาจจะยากไปหน่อยสำหรับคนที่ชอบอัพเดทข่าวสารหรือโซเชียลทั้งในมือถือ หรือโทรทัศน์ เราก็ควรกำหนดชั่วโมงในการดูให้น้อยลง แล้วฝึกบังคับให้ตัวเองนอนไม่ดึกยังไงก็ต้องลองทำดูนะ สู้ๆ^^

หาเครื่องดื่มอุ่นๆ ดื่มก่อนนอน ยิ่งถ้าเป็นนมอุ่นๆ สักแก้วก่อนนอนเป็นอะไรที่ดีมาก จะได้ช่วยผ่อนคลายแล้วทำให้นอนหลับสบายด้วย

หนังสือสักเล่มก่อนนอน อาจจะทบทวนบทเรียนที่จะต้องเรียนในวันรุ่งขึ้น หรือจะอ่านหนังสือทั่วๆ ไปก็ได้การอ่านหนังสือก็เป็นอีกตัวช่วยนึงที่ทำให้เราอยากนอนเร็ว
จัดห้องนอนให้น่านอนกว่าเดิม อาจจะทำให้ไฟในห้องสลัวๆ หน่อย หรือปรับอุณหภูมิให้เย็นขึ้นอีกนิด รับรองหัวถึงหมอนก็หลับปุ๋ยแน่นอน

5 ตัวช่วยที่ทำให้เราอยากอ่านหนังสือมากขึ้น

 เวลาจะอ่านหนังสือสอบ หรืออ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนเข้าเรียนก็เถอะ บางทีก็รู้สึกว่าไม่มีเรี่ยวแรงที่อยากจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเลย TT แต่จะไม่อ่านก็ไม่ได้ เราเลยมีเคล็ดลับแต่ไม่ลับมาแนะนำที่อาจจะทำให้น้องๆ รู้สึกอยากหยิบหนังสือมาอ่านกัน

     1.ประโยคเด็ดๆ ที่สร้างแรงกระตุ้นให้เราพร้อมสู้ทุกสถานการณ์ อาจจะเป็นประโยคที่เราชอบและรู้สึกว่าต้องทำให้ได้ สิ่งนี้ก็อาจจะช่วยให้เราหันมาสนใจหยิบหนังสือมาอ่านกัน^^

     2.สิ่งแวดล้อมรอบข้าง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกัน อาจจะลองเปลี่ยนบรรยากาศหามุมธรรมชาติสีเขียวๆ หรือระเบียงบ้านที่มีมุมสวยๆ อาจจะช่วยให้น้องๆ อ่านหนังสือกันเพลินจนลืมเวลาเลยก็ได้

3. อ่านหนังสือกับเพื่อนๆ หลายคนย่อมดีกว่าคนเดียว หลายๆ คนช่วยกันติวช่วยกันอ่าน บางทีเราอาจจะได้มุมมองในการอ่านหนังสือใหม่ๆ จากเพื่อนๆที่อยู่ข้างๆ เราก็เป็นได้นะ

4.ให้หนังสืออยู่ข้างๆ ตัวเราเสมอๆ อย่างน้อยต้องมีติดตัวเราสักเล่ม วิธีนี้จะช่วยทำให้เคยชินกับการหยิบจับหนังสือขึ้นมาอ่าน ทำบ่อยๆ เดี๋ยวการไม่อยากอ่านหนังสือก็กลายเป็นเรื่องไม่ยากล่ะ

 5.ตารางการอ่านหนังสือ ทำตารางขึ้นมาคล้ายๆๆกับการโน้ตสิ่งสำคัญ เป็นการกำหนดช่วงเวลาที่จะมาอ่านหนังสือ จัดสรรเวลาให้ลงตัว จะได้มีเวลาผ่อนคลายหลังจากอ่านหนังสือจะได้ไม่เครียดเกินไป

ถ้าน้องๆ ทำได้รับรองเป็นหนอนหนังสือที่พกความรู้เต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะสอบหรือทำการบ้านข้อไหนก็ผ่านไปได้อย่างง่ายดายแน่นอน ถ้าเริ่มฝึกตัวเองให้อ่านหนังสือเยอะๆ ได้ก็เป็นผลที่ดีกับตัวน้องๆ เองในวันข้างหน้านะครับ^^

ประโยชน์จากการกระโดดเชือก ดีต่อสุขภาพ ลดน้ำหนักอย่างได้ผล!

การกระโดดเชือก เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่นอกจากจะสร้างความสนุกได้ดีแล้วยังเป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์อย่างมากมายอีกด้วย โดยเฉพาะการเสริมสุขภาพกายให้แข็งแรง ซึ่งวันนี้เราก็ได้รวบรวมประโยชน์ดีๆ จากการกระโดดเชือกมาแนะนำกันด้วย จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกระดูก

แค่กระโดดเชือกขึ้นลงไปมา ก็สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกระดูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี รวมถึงปัญหาข้อเสื่อม กระดูกเปราะบางได้ง่ายในวัยสูงอายุอีกด้วย ส่วนหนึ่งก็เพราะการกระโดดเชือกจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อและกระดูกได้ทุกส่วนของร่างกาย จึงสามารถเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกได้ดีนั่นเอง

ลดน้ำหนัก ให้หุ่นเพรียวสวย

การกระโดดเชือก เป็นวิธีออกกำลังกายลดน้ำหนักที่ทำให้หุ่นเพรียวสวยได้ดี และยังช่วยกระชับสัดส่วนได้อย่างมั่นใจอีกด้วย นั่นก็เพราะการกระโดดเชือกจะทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวครบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา หรือหน้าท้อง ซึ่งพบว่าการกระโดดเชือก 1 ชั่วโมง จะสามารถเผาผลาญแคลอรีได้มากถึง 1,300 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ใครที่ต้องการลดน้ำหนัก เรามากระโดดเชือกเพื่อหุ่นสวยดั่งใจกันดีกว่า

ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในวัยสูงอายุ จนถึงผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง แต่ก็สามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ไม่ยาก ด้วยการกระโดดเชือกบ่อยๆ นั่นเอง นั่นก็เพราะการกระโดดเชือกเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นหัวใจและหลอดเลือดให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแนะนำให้กระโดดเชือกครั้งละ 12-20 นาทีเป็นอย่างต่ำ และทำอย่างน้อย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ จะได้ผลลัพธ์ดีมาก

เพิ่มความสูงอย่างมั่นใจ

การกระโดดเชือกบ่อยๆ สามารถเพิ่มความสูงได้อย่างมั่นใจ เพราะในขณะกระโดดเชือก สรีระของเราจะเหยียดตรง จึงทำให้กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ยืดขยายมากขึ้น โดยพบว่าการกระโดดเชือกเป็นประจำทุกวัน วันละ 15-20 นาที จะทำให้สูงขึ้นกว่าเดิมได้ประมาณ 2-3 นิ้วเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นมาเพิ่มความสูงด้วยการกระโดดเชือกกันดีกว่า

เห็นไหมว่าการกระโดดเชือกมีประโยชน์มากกว่าที่คิดซะอีก โดยเฉพาะประโยชน์ดีๆ ในการลดน้ำหนัก ที่จะทำให้คุณมีหุ่นสวยได้ดั่งใจ พร้อมเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง แม้อายุมากขึ้นก็หมดกังวลเรื่องปัญหากระดูกและข้อต่อไปได้เลย นอกจากนี้การกระโดดเชือกก็เป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้สึกสนุกได้เป็นอย่างดีไม่เหมือนการออกกำลังกายทั่วไปอีกด้วย ดังนั้นหากใครอยากมีสุขภาพดีล่ะก็ มาออกกำลังกายด้วยการกระโดดเชือกกันสิคะ

สาเหตุหน้ามัน รูขุมขนกว้าง กับวิธีแก้ปัญหาเพื่อผิวหน้ากระชับเนียนใส

หน้ามัน เป็นปัญหาที่สาวๆ หลายคนไม่อยากเผชิญทั้งสิ้น และนอกจากหน้ามันแล้ว ยังพ่วงมาพร้อมรูขุมขนกว้างอีกด้วย วันนี้สาวๆ คนไหนมีปัญหาดังกล่าว เรามีวิธีแก้ปัญหาหน้ามันและช่วยให้รูขุมขนกว้างเล็กลงมาฝาก ต้องทำยังไงบ้างนั้น มาติดตามกันเลย

สาเหตุของการเกิดรูขุมขนกว้าง

ปัญหารูขุมขนกว้างมักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นควบคู่กันกับหน้ามัน นั่นเพราะต่อมน้ำมันที่อยู่ใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมาปริมาณมากจนเกินไป รูขุมขนก็ยิ่งกว้างมากขึ้นตาม โดยต้นตอของการมีผิวมันนั้นสามารถแบ่งแยกได้ 2 ส่วน คือ กรรมพันธุ์ และพฤติกรรม

– พันธุกรรม คือการถ่ายทอดมาจากครอบครัว เช่น คนในครอบครัวมีปริมาณฮอร์โมนเพศชายสูง หรือมีต่อมไขมันใหญ่เป็นจำนวนมาก

– พฤติกรรม คือการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม อย่างเช่น การดื่มน้ำน้อย การสครับผิวหน้า ล้างหน้าบ่อยเกินไปจนทำให้ผิวหน้าแห้ง อักเสบ การอดนอน ตากแดดจัดโดยไม่ได้ทาครีมกันแดด เป็นต้น

แม้เปลี่ยนพันธุกรรมไม่ได้ แต่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้

ปัญหาผิวหน้ามันจนทำให้เกิดรูขุมขนกว้างนั้น จริงอยู่ที่เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากทางพันธุกรรมได้ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ให้เหมาะสมเพื่อช่วยลดการผลิตน้ำมันส่วนเกินบนผิวหน้า และลดปัญหารูขุมขนกว้างตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการสครับหรือขัดผิวหน้าอย่างเบามือ ไม่ขัดรุนแรงจนทำให้รูขุมขนมีการอักเสบ ส่งผลให้ผิวหน้าหย่อนคล้อยเกิดริ้วรอยง่ายขึ้น หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น หรือหากต้องการล้างน้ำอุ่นจริงๆ ก็ควรล้างด้วยน้ำเย็นตบท้ายอีกครั้งเพื่อปิดกระชับรูขุมขน ซับหน้าแทนการเช็ดอย่างแรงๆ และไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไป ล้างวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นก็นับว่าเหมาะสมเพียงพอแล้ว เพียงเท่านี้ก็ไม่เป็นการกระตุ้นผิวให้ผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นแล้วค่ะ

ไอเดียเก๋ๆ กับอุปกรณ์ช่วยลดความร้อนที่ผิว หลังโดนแดด

เราสามารถลดความร้อนบนผิวได้ด้วย สเปรย์น้ำแร่ กันนะคะ

แดดร้อนๆ แบบนี้..
แน่นอนค่ะเราใช้ครีมกันแดด ที่จะช่วยปกป้องผิวจากรังสีUVA, UVB, Visible light แต่ผิวเราก็ยังร้อนอยู่ดี

ใครที่ชอบเล่นกีฬากลางแจ้ง นั่งพี่วิน หรือออกแดดบ่อยๆ แม้กระทั่งเดินตากแดดไปทานข้าวเที่ยง พกสเปรย์น้ำแร่ไว้ไม่เสียหลายค่ะ

**บอกก่อนนะคะว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ได้โฆษณาสินค้าใดๆ ทั้งสิ้น

เบื้องหลังไอเดียเก๋ของหมออุ๋มนี้มาจากการใช้สเปรย์น้ำในการรักษาผู้ป่วย Heat Stroke หรือ โรคลมแดด ค่ะ

..เพราะการสเปรย์ละอองน้ำเล็กๆ ไปบนผิวจะทำให้เกิดการคายความร้อนที่ผิวทำได้เร็วขึ้น สามารถฉีดสเปรย์บนผิวได้ทั้งตัวเลยค่ะ ความสดชื่นเย็นสบายจะมาเยือนเลยหละ

เน้นว่าไม่ต้องซับออกนะคะ เพราะการซับละอองน้ำออกนอกจากจะไม่ช่วยคายความร้อนแล้ว ยังเช็ดเอาครีมกันแดดออกไปด้วย ฉีดสเปรย์แล้วรอให้ละอองน้ำระเหยไปเองค่ะ

ออฟฟิศซินโดรม…ภัยเงียบ อันตรายมากกว่าที่คิด!

งานไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่เราที่ทำลายสุขภาพของตัวเอง…นี่เป็นคำพูดที่เป็นจริง เพราะงานหากรู้จักการวางแผนที่ดี รู้จักความพอดีกับการทำงานไม่ให้มากเกินความสามารถของร่างกาย ก็ย่อมไม่ทำให้เกิดอันตราย แถมยังส่งผลดีกับเราให้มีความสุขกายสุขใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แต่ด้วยค่านิยมการแข่งขันในปัจจุบัน และวิถีการทำงานของคนเมืองที่ดูจะไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า รีบเร่งแข่งขันกับคนอื่นเพื่อออกไปทำงานให้ทัน นั่งแบกงานทุกอย่างแทบลืมเวลากินอาหารหรือสนใจสุขภาพตัวเอง แบบนี้ไม่นานก็จะกลายเป็นปัญหาตามมาแบบไม่รู้ตัว โดยเฉพาะความเครียดที่เป็นต้นตอหลัก เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักกับ “โรคออฟฟิศซินโดรม” กันเป็นแน่ แม้จะดูไม่รุนแรงในเบื้องต้น ทว่าหากปล่อยทิ้งไว้ ในอนาคตย่อมส่งผลเสียตามมาอย่างมหาศาลกันได้เลยทีเดียวค่ะ
ออฟฟิศซินโดรม…ภัยเงียบ อันตรายมากกว่าที่คิด!
ต้นเหตุของโรคออฟฟิศซินโดรม อันตรายที่หลายคนยังไม่รู้ตัว

โรคออฟฟิศซินโดรมเป็นสิ่งที่ใครๆ ในเมืองหลวง หนุ่มสาวหรือใครก็ตามที่นั่งทำงานออฟฟิศแบบนิ่งๆ อยู่ทั้งวันโดยแทบไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกาย มีเพียงหน้าจอคอมพิวเตอร์ เม้าส์ คีย์บอร์ด และเก้าอี้เป็นอุปกรณ์ช่วยทำงานแบบสะดวกสบาย ใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้คือดาบสองคม

ทำมากไปย่อมเป็นภัย เพราะร่างกายไม่ได้ขยับไปไหน กลายเป็นความสบายที่เกินธรรมชาติ และสิ่งที่ตามมาคืออาหารเจ็บป่วยตั้งแต่เบสิคไปจนถึงการสะสมรอเวลา ระเบิดออกมาเป็นโรคเรื้อรังมากมายในอนาคต

ทางออกของปัญหากับโรคออฟฟิศซินโดรม

โรคนี้ครอบคลุมปัญหาเรื้อรังมากมายที่สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต ตั้งแต่ความเสี่ยงของการเกิดโรคอ้วน ไมเกรน โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน และภาวะเครียดอย่างรุนแรงทั้งหลาย ดังนั้นหากรู้ตัวว่ากำลังเริ่มต้นมีกิจวัตรประจำวันที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ ทางที่ดีควรหันมาปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ้างในการทำงาน

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลุกออกจากที่นั่งมายืดเส้นทุกๆ 1 ชั่วโมง ละสายตาจากหน้าจอประมาณ 5-10 นาที เพื่อป้องกันความเสื่อมสภาพของดวงตา และที่สำคัญ อย่าลืมรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ก็จะช่วยลดปัจจัยที่จะกลายเป็นต้นตอความเสื่อมสภาพของร่างกายให้น้อยลงได้

จงจำเอาไว้เสมอว่าการทำงานที่ดีจะต้องมีสุขภาพที่ดีไปพร้อมๆ กันด้วย จึงจะกลายเป็นชีวิตที่มีคุณภาพแบบทั้งภายนอกและภายใน ให้มีความสุขได้ในทุกๆ วันแบบปราศจากความเจ็บป่วยได้อย่างสมบูรณ์แบบนั่นเองค่ะ

เจลประคบเย็น ประโยชน์เพียบ

“เจลประคบเย็น” นอกจากจะมีประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว ยังมีประโยชน์อีกหลากหลายที่สาวๆ อาจไม่เคยรู้มาก่อนค่ะ จะมีอะไรบ้าง ตามมาดูเลย

หลากประโยชน์จากเจลประคบเย็น (Useful of Ice Pack)

อุปกรณ์และวิธีทำ

1 แช่แข็งเจลเย็น ห่อผ้าเช็ดหน้า ประคบแก้มช่วยกระชับรูขุมขน

2 ช่วยคลุมหน้าดิน ให้ความชุ่มชื้นอยู่ได้ 2-3 วัน

3 ใช้ปักดอกไม้แทนโอเอซิส

4 แช่เจลในน้ำร้อน ประมาณ 3-4 นาที ใส่กระเป๋าเสื้อช่วยให้มืออุ่นตอนออกนอกบ้าน
หรือห่อผ้าเช็ดหน้า ประคบตาได้

10 สาเหตุยอดฮิตทำให้สามีภรรยาทะเลาะกัน

ชีวิตคู่มิได้มีแต่ความสุขรสชาติหวานหอมเสมอไป หากแต่ยังแฝงไปด้วยหนามเล็ก ๆ ที่คอยทิ่มแทงชีวิตคู่ให้สั่นคลอน ซึ่งนั่นคือ ปัญหาสามีภรรยาทะเลาะกัน เพราะฉะนั้น แน่นอนว่าปัญหาทะเลาะเบาะแว้งเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลยในชีวิตคู่ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้การทะเลาะเบาะแว้งกลายเป็นสาเหตุของการนอกใจ หย่าร้าง และบ้านแตกสาแหรกขาด อัตราการหย่าร้างในเมืองไทยก็สูงขึ้นทุกวันจนน่าเป็นห่วง

การแก้ไขปัญหาสามีภรรยาทะเลาะกันอาจฟังดูเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่หากจัดการได้ ความสัมพันธ์ในชีวิตคู่จะมั่งคง แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ดังนั้นวิธีที่จะประคองชีวิตคู่ของคุณไม่ให้จบลงด้วยการหย่าร้างหรือแยกทาง ควรเริ่มจากคุณทั้งคู่เองก่อน คุณควรตกลงกันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เคลียร์ปัญหาที่ขัดแย้งกันจากสาเหตุของปัญหาเหล่านั้น เรามี 10 ตัวอย่างสาเหตุของปัญหาสามีภรรยาทะเลาะกันที่มักพบในหลาย ๆ คู่ พร้อมวิธีรับมือมาฝากกันค่ะ

1. จัดการกับเรื่องการเงินต่างๆ – หลาย ๆ คู่มักมีปัญหากันเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ สาเหตุมักเกิดจากการที่คู่คู่นั้นมีแนวคิดในการใช้จ่ายไม่ตรงกัน คนหนึ่งอาจจะใช้จ่ายอย่างประหยัดมัธยัสถ์ ในขณะที่อีกฝ่ายใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย หรืออาจเกิดขึ้นจากการที่สามีและภรรยาคนใดคนหนึ่งมีเงินเดือนมากกว่าอีกฝ่าย จึงทำให้มีความคิดในการใช้เงินไม่ตรงกัน ในกรณีนี้ สามีภรรยาจะมีปากมีเสียงกันในเรื่องสิ่งของที่ควรซื้อและไม่ควรซื้อ ดังนั้นทั้งคู่ควรเปลี่ยนแปลงแนวคิดในเรื่องของการใช้จ่ายในสิ่งของของแต่ละคน ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากของชีวิตคู่เลยทีเดียว เพราะทั้งคู่ไม่ควรใช้เงินเหมือนครั้งที่ทั้งคู่ยังครองตัวเป็นโสดกันอยู่ คุณทั้งคู่ควรมีกฎในการใช้จ่ายสิ่งต่าง ๆ และควรยึดมั่นในกฎนั้นอย่างเคร่งครัด

2. ความไม่เข้าใจกันระหว่างครอบครัวของอีกฝ่าย – คุณทั้งคู่มาจากพื้นฐานของครอบครัวที่แตกต่างกัน ดังนั้นการที่ทั้งสองครอบครัวต้องมารวมกันอาจก่อให้เกิดปัญหาที่ทำให้ไม่เข้าใจกันได้ ครอบครัวของภรรยา หรือครอบครัวของสามีอาจจะเข้ามาก้าวก่ายหรือตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ของชีวิตคุณทั้งคู่ได้ เช่น ที่อยู่อาศัย การเลี้ยงดูบุตร และเรื่องอื่น ๆ หากมีแนวโน้มว่าคู่ของคุณอาจมีปัญหาจากการไม่ลงรอยกันของทั้งสองครอบครัวได้ ขอแนะนำให้คุณแยกตัวออกมาอยู่กันเอง ไม่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับคนที่บ้านของคุณทั้งคู่จะดีกว่า

3. ปัญหาการเป็นคุณพ่อคุณแม่ของลูก – คุณและคู่สมรสของคุณอาจถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน ดังนั้นคุณทั้งคู่อาจมีความเห็นไม่ตรงกันในการเลี้ยงดูบุตรของคุณเอง เช่น การอบรมในเรื่องต่าง ๆ การเอาใจใส่ใกล้ชิดมากน้อยต่างกัน การศึกษา และความเห็นในเรื่องของการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก หากคุณมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ขอให้คุณหาจุดที่คุณทั้งคู่รับได้ พบกันคนละครึ่งทาง จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

4. เรื่องของเซ็กส์ – บางครั้งเรื่องเซ็กส์อาจก่อให้เกิดปัญหาชีวิตคู่ได้หากคุณทั้งคู่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ไม่พึงพอใจ หรือรับไม่ได้กับรูปแบบเซ็กส์ของอีกฝ่าย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณทั้งคู่ควรนั่งคุยกันถึงสิ่งที่ชอบและไม่ชอบเวลามีเพศสัมพันธ์กัน และหาทางที่จะก่อให้เกิดความสุขด้วยกันทั้งคู่ อย่าทนหรือแกล้งทำเป็นว่าทุกอย่างราบรื่นดีไม่มีปัญหา เพราะคุณอาจสะสมความขุ่นเคืองใจเอาไว้จนทำให้ชีวิตคู่ของคุณขมขื่นในภายหลังได้ และยังอาจเป็นสาเหตุของการนอกใจในภายภาคหน้าอีกด้วย

5. ความแตกต่างของบุคลิก– คุณและคู่สมรสเป็นคนสองคนที่มีความแตกต่างกัน แต่ก็มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจากความรัก และประเพณี ดังนั้นคุณทั้งคู่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการทะเลาะเบาะแว้งกันแทบจะไม่ได้เลย ไหนจะเรื่องของความแตกต่างของทัศนคติ การประพฤติตัว และชีวิตความเป็นอยู่ต่าง ๆ แต่คุณสามารถมองหาส่วนที่คุณทั้งคู่เหมือนกันได้ ซึ่งคุณสามารถนำมาช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น คุณทั้งคู่ควรให้ความเคารพต่ออีกฝ่าย เข้าใจ และรักกันให้มากขึ้นจนมองข้ามความแตกต่างกันไปได้

6. ลักษณะนิสัยที่รับไม่ได้ – หลังจากที่คุณเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยการอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน คุณอาจพบว่าคู่ชีวิตของคุณมีลักษณะนิสัยบางอย่างที่คุณไม่ชอบ และรับไม่ได้ หากเป็นอย่างนั้นคุณควรบอกเขาตรง ๆ แต่ใช้คำพูดที่ฟังดูนุ่มนวลเข้าไว้ และอย่าคาดหวังให้เขาเปลี่ยนนิสัยได้เพียงชั่วข้ามคืน ควรให้เวลาเขาได้ปรับตัวทีละเล็กละน้อย และใจเย็นกับเขาสักนิดด้วย

7. ความคาดหวังลึกๆ – คู่สามีภรรยาหลายคู่มีความคาดหวังต่ออีกฝ่าย และอาจผิดหวังหลังจากที่ผ่านไปได้เพียงไม่กี่ปี คุณอาจคิดว่าการแต่งงานไม่ใช่เรื่องที่ดีเหมือนที่เขาพูดกัน และคู่ของคุณอาจไม่ได้เป็นเหมือนเดิมก่อนที่คุณจะตกลงปลงใจแต่งงานด้วย คุณอาจย้อนเวลากลับไปไม่ได้ แต่คุณสามารถย้อนกลับมามองคู่ชีวิตของคุณในแบบที่คุณเคยเห็นจากตัวเขาได้ หากคู่ชีวิตของคุณไม่เป็นไปแบบที่คุณคาดหวังจะให้เขาหรือเธอเป็น ขอให้คุณลองเข้าใจในแบบที่เขาหรือเธอเป็น และลดความคาดหวังของคุณลงเสีย

8. ช่องว่างของการสื่อสาร – ปัญหานี้เกิดขึ้นจากการที่คุณไม่บอกสิ่งที่คุณต้องการบอกกับแฟนคุณ หรือในเวลาที่คุณไม่ยอมเริ่มต้นบอกความกังวลให้เขารู้ คุณทั้งคู่ควรคุยกันอย่างเปิดใจด้วยความอ่อนโยน จริงใจ และไม่ปิดบังซึ่งกันและกัน

9. ไม่มีเวลาให้กัน – สามีภรรยามักต้องการให้อีกฝ่ายสนใจ แต่หากอีกฝ่ายไม่มีเวลาที่จะอยู่ด้วยกัน ความสัมพันธ์ของคุณทั้งคู่จึงอาจย่ำแย่ได้ ดังนั้นก่อนที่จะเกิดปัญหานี้ขึ้น ขอให้คุณทั้งคู่วางแผนเวลาว่างของคุณให้ตรงกัน วิธีนี้เหมาะสำหรับคู่รักที่ต้องทำงานเป็นกะ หรือทำงานที่ไม่ตรงกันทั้งสถานที่และเวลา เช่น คู่รักที่ทำงานต่างประเทศ

10. การทำงานบ้าน – การทำความสะอาดบ้านอาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อาจก่อให้เกิดปัญหาสามีภรรยาทะเลาะกันได้เช่นกัน และในบางคู่อาจไม่ใช่แค่ปัญหาเล็ก ๆ อีกด้วย การแก้ปัญหานี้ก็เพียงแค่ผลัดกันทำ ช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย และอาจถือโอกาสทำความสะอาดบ้านนี้เป็นเวลาที่ควรจะได้พูดคุยกัน และอยู่ด้วยกัน

หลังจากที่ได้อ่านปัญหาต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นในชีวิตคู่ได้แล้ว ขอให้จำข้อแนะนำเหล่านี้เอาไว้ให้ดี พูดคุยกับคนรักของคุณอย่างเปิดเผยและฟังเหตุผลของเขาด้วย เมื่อไรก็ตามที่คุณไม่เข้าใจกัน ขอให้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ใช้คำพูดที่นุ่มนวลเข้าไว้และมองทุกอย่างให้เป็นบวกไว้ก่อน เมื่อไรที่คุณมีอารมณ์โกรธถึงขีดสุด อย่าปล่อยให้อารมณ์นั้นทำร้ายจิตใจคนรักของคุณ อย่าตวาดใส่กัน อย่าใช้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจซึ่งกันและกันแล้วมานั่งเสียใจทีหลัง การโกรธไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่อย่าโกรธกันข้ามคืน เข้าใจและใจเย็นให้มากเข้า ไว้ เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน และจำเอาไว้ว่าคนรักของคุณทำอะไรผิดพลาดได้ และคุณก็เช่นกัน และสุดท้าย จงให้อภัยและลืมเรื่องร้าย ๆ ไปเสีย นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะเอาชนะปัญหาทุกสิ่งที่อย่างในชีวิตของคุณ

5 เคล็ดลับสยบความโกรธของคนรัก ให้กลับมาหวานชื่นเหมือนเดิม

การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในฐานะคนรัก ย่อมต้องมีเรื่องให้ต้องกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะแต่ละคนก็มีความคิด พื้นฐานครอบครัว จิตใจที่แตกต่างกันไป จะให้คิดเหมือนกันไปหมดทุกเรื่องคงเป็นไปได้ยาก บางพฤติกรรมบางคำพูด ก็อาจถูกแสดงออกมาโดยไม่ตั้งใจ ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟได้ วันนี้เรามีเทคนิคดี ๆ ที่จะมาช่วยสงบความโกรธของฝ่ายตรงข้าม ให้ความรักกลับมาหวานชื่นเหมือนเดิม

1.อย่าใช้ความโกรธตอบโต้

เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเริ่มโกรธ โดยไม่มีเหตุผล อย่าใช้อารมณ์โกรธของตัวเองในการตอบโต้ เพราะการใช้อารมณ์สุดท้ายมักที่จะจบลงด้วยการเสียใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย วิธีที่ดีที่สุดในสถานการณ์นี้คือ ปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งใจเย็นลงและควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ดี เมื่อมีสติมากขึ้น จึงค่อยกลับมาพูดคุยทำความเข้าใจกัน เพียงแค่นี้ก็ช่วยลดความขัดแย้งลงไปได้มากแล้ว

2.ให้เวลาอีกฝ่ายได้ทบทวน

วิธีการจัดการกับความโกรธอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลที่สุด ก็คือการปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งอย่าคนเดียว ให้เขาได้มีเวลาทบทวนตัวเอง บางครั้งความโกรธอาจเกิดจากเรื่องหงุดหงิดใจเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น เมื่ออารมณ์ของอีกฝ่ายหนึ่งเย็นลงแล้ว ทุกอย่างก็จะกลับมาดีเหมือนดังเดิม

3.ให้ความรักกับคนรักมากๆ

บางครั้งการที่อีกฝ่ายหนึ่งโกรธ เขาอาจต้องการความรัก ความสนใจ จึงได้ทำตัวงี่เง่า เอาแต่ใจ วิธีแก้นั้นก็ไม่ยาก เพียงแค่เข้าไปกอดอีกฝ่ายหนึ่ง สนใจเขาให้มาก เพียงแค่นี้ก็ทำให้ความโกรธของอีกฝ่ายหนึ่งหายไป แถมทำให้ความรักความสัมพันธ์พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย

4.รู้จักง้อกันบ้าง

หากเราพลั้งเผลอทำอีกฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ การง้อก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหายโกรธได้อย่างง่ายดาย ทำตัวให้น่ารัก ซื้อขนมมาให้ ทำในสิ่งที่เขาชอบ ไม่นานอีกฝ่ายหนึ่งก็จะใจอ่อน ยอมให้อภัยไปเอง สิ่งที่สำคัญคืออย่าได้คิดว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอไป โดยไม่จำเป็นต้องง้ออีกฝ่ายหนึ่ง เพราะการทำแบบนี้อาจจะทำลายความสัมพันธ์ที่ดีลงได้ในที่สุด

5.อย่าลืมใส่ใจ

การใส่ใจคู่รักของคุณด้วยการแสดงความห่วงไย บริการในเรื่องเล็กน้อยอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ทำให้ความรักเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้ทะเลาะกันน้อยลง การใส่ใจยังช่วยทำให้เข้าใจกันมากขึ้นอีกด้วย

การทะเลาะกันของคู่รัก เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะรับมือกับความโกรธนั้นยังไง ลองนำวิธีการเหล่านี้ไปใช้ จะช่วยทำให้คุณรับมือความโกรธของอีกฝ่ายหนึ่งได้ดีขึ้น ลดความขัดแย้งลงได้ ทำให้ความรักยืนยาวขึ้นอย่างแน่นอน

โยคะเบียร์ เทรนด์ฮิตผิดกฎหมาย แอบโฆษณาแอลกอฮอล์

กรมควบคุมโรคแจงกรณีมีการเปิดคลาสโยคะเบียร์ ถือเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551

นพ.สุเทพ  เพชรมาก  รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีมีการเสนอข่าวตามสื่อออนไลน์เรื่องคลาสโยคะเบียร์ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากต่างประเทศจนกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของคนรักสุขภาพ และปัจจุบันมีการเปิดสอนที่ประเทศไทย ผู้เข้าร่วมจะต้องเล่นโยคะและมีเบียร์เป็นส่วนประกอบในการทำท่าทางต่างๆ เช่น การเอาขวดเบียร์มาช่วยในการทรงตัว และในระหว่างเล่นโยคะในท่าต่างๆผู้เล่นจะสามารถจิบเบียร์ไปด้วยได้ โดยจะใช้เวลาครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง

จากการเฝ้าระวังการกระทำความผิดของกรมควบคุมโรค โดยสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการสืบค้นข้อเท็จจริงพบว่า การจัดกิจกรรมโดยบริษัทการตลาดธุรกิจแอลกอฮอล์จัดฝึกโยคะเพื่อสุขภาพร่วมกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลเสียต่อสุขภาพของผู้ดื่ม ดังนั้นการจัดกิจกรรมดังกล่าวย่อมเป็นการจัดกิจกรรมที่สวนทางกับการรักษาสุขภาพอย่างสิ้นเชิง และการจัดกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อขายสินค้า ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  จึงถือเป็นการสื่อสารการตลาด ตามนิยาม อันเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 32 ประกอบมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551