กระรอกบิน (Woolly Flying Squirrel)

 

กระรอกบิน (Woolly Flying Squirrel)  กระรอกบิน แตกต่างจากกระรอกตัวอื่นโดยที่มันจะไม่ใช้วิธีการโผตัวไปข้างหน้า แต่สามารถบินได้ด้วยปีกบางๆ เสมือนเป็นร่มชูชีพถ่วงน้ำหนักอยู่ในอากาศ มีขนาด 5-12 นิ้ว มีหางที่มีลักษณะพุ่มขนาดใหญ่ เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อ 70 ปี แต่มีการพบตัวมันอีกครั้งเมื่อปี 1995 ในทางตอนเหนือของปากีสถาน

ม้าแคสเปียน (Caspian Horse )

 

ม้าแคสเปียน (Caspian Horse ) ม้าขนาดเล็ก มีต้นกำเนิดจากทางตอนเหนือของประเทศอิหร่าน แต่ถึงแม้ว่ามันจะมีขนาดเล็ก แต่ก็ไม่ถูกจัดอยู่ในม้าพันธุ์เล็ก (pony) เชื่อว่าเป็นม้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เนื่องด้วยต้องต่อสู้กับสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่า ทำให้ขนาดของมันเล็กลงเรื่อยๆ โดยมีการพบเห็นมันอีกครั้งในปี 1965 ใกล้กับทะเลแคสเปียน แต่ปัจจุบันพบน้อยมากในแถบอเมริกา ยุโรป นิวซีแลนด์ และสวิสเซอร์แลนด์

นก Worcester’s Buttonquail

 

นก Worcester’s Buttonquail โดยมีการพบเจ้านกชนิดนี้เมื่อปี 2009  ที่เขาลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ หลังจากที่คิดว่ามันสูญพันธ์ไปแล้ว เนื่องจากมีการซื้อขายมาเป็นอาหาร และนกชนิดนี้ยังเคยถูกบันทึกโดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ  ให้เป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่า

ตัวพิกมี่พอสซัมภูเขา(mountain pygmy possum)

 

ตัวพิกมี่พอสซัมภูเขา(mountain pygmy possum)เป็นสัตว์หายากในประเทศออสเตรเลีย ที่มีการพบเมื่อปี 1966  ทั้งนี้ ต้องใช้อุโมงค์สำหรับเดินข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของสวนอนุรักษ์สัตว์ เพราะว่าเมื่อมีการสร้างถนนตัดผ่านสวนอนุรักษ์สัตว์แห่งนี้ พวกตัวพิกมี่พอสซัมที่เป็นเพศผู้จะถูกรถชนตายในตอนที่พวกมันวิ่งข้ามถนนเพื่อไปหาพิกมีพอสซัมที่เป็นเพศเมียอยู่เสมอ จึงได้มีการสร้างอุโมงค์ลอดถนน ปัจจุบันสัตว์หายากเหล่านี้สามารถใช้อุโมงค์นี้เดินลอดไปมาหากันได้อย่างปลอดภัย

หนูคะยุ (Laotian rock rat)

 

 

 

หนูคะยุ (Laotian rock rat) เป็นหนูชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนเขาหินปูน และคาดว่าสูญพันธุ์ไปเมื่อ 11 ล้านปีที่แล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์กลับพบโดยบังเอิญในตลาดสดเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศลาว  เมื่อปี 2005 ลักษณะของมันคล้ายกับหนูและกระรอกผสมกัน มีหางที่หนา และมีขนสีเทา

ปลาดึกดำบรรพ์ Coelacanth

 

ปลาดึกดำบรรพ์ Coelacanth เมื่อมองแบบผิวเผินไม่ต่างจากปลาทั่วไป แต่ลักษณะของมันมีหางทรงกระบอกที่ยาว เป็นสัตว์ที่มีลักษณะแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะผ่านไปนานหลายร้อยล้านปี โดยถือกำเนิดครั้งแรกบนโลกในยุคดีโวเนียนเมื่อ 400 ล้านปีก่อน มันจึงเป็นสัตว์ที่มีชีวิตบนโลกก่อนไดโนเสาร์และสัตว์เลื้อยคลาน

มันว่ายน้ำไปข้างหน้าได้ ถอยหลังได้ หงายท้องได้ และว่ายตั้งฉากกับท้องน้ำเป็นเวลานานก็ได้โดยใช้ครีบกระพือน้ำ ซึ่งมนุษย์เชื่อว่ามันสูญพันธ์ไปแล้ว 65 ล้านปี เนื่องจากถูกอุกกาบาตชนโลก แต่มันก็สามารถสืบสายพันธุ์มาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการพบครั้งแรกเมื่อปี 1938 ที่แอฟริกาใต้ โดยปัจจุบันมีปลาชนิดนี้เหลือเพียง 200-300 ตัวเท่านั้น และนั่นก็แสดงว่ามันเป็นสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์

ค่างแดร็กคูล่า Miller’s Grizzled Langurs

 

ค่างแดร็กคูล่า Miller’s Grizzled Langurs ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาสิ่งมีชีวิตในป่าลึกของอินโดนีเซีย เดินทางสำรวจสัตว์ป่า เพื่อเก็บภาพเสือดาวและลิงอุรังอุตัง แต่เมื่อพวกเขานำภาพที่บันทึกมาดูอีกครั้งกลับพบ  ค่างแดร็กคูล่า ที่เชื่อว่าสูญพันธ์ไปเป็นเวลานาน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ายังเหลืออยู่จำนวนเท่าใด ทั้งนี้ เหตุที่มีชื่อว่า ค่างแดร็กคูล่า เนื่องจากขนบริเวณคอที่ยื่นยาวออกมานั้น เหมือนปกเสื้อของเค้าร์ทแดร็กคูล่า นั่นเอง

เต่ายักษ์กาลาปากอสสายพันธุ์ Chelonoidis elephantopus

 

เต่ายักษ์กาลาปากอสสายพันธุ์ Chelonoidis elephantopus แห่งหมู่เกาะกาลาปากอส มนุษย์หลงเข้าใจผิดกันว่าสูญพันธุ์ไปแล้วกว่า 150 ปี แต่ล่าสุด ทีมวิจัยจากเยลมีการตรวจพบพันธุกรรม อย่างน้อยกว่า 30 ตัว ที่มีชีวิตรอดมานานหลายปี โดยอาศัยอยู่บริเวณที่ลาดชันภูเขาไฟทางเหนือของเกาะอิซาเบลา ซึ่งอยู่ห่างจากถิ่นเดิมของบรรพบุรุษ 300 กิโลเมตรในเกาะฟลอรีนา ที่พวกมันสาบสูญไปนาน

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ชมแหล่งพบไดโนเสาร์แห่งแรกของไทย

0-Phuwiang-Dinosaur-Museum-04

     “พ.ศ.2519 ครั้งแรกของการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ในประเทศไทย” ถ้านับๆดูแล้วก็ผ่านมาเกือบ 40 ปีเลยทีเดียวนะคะ วันนี้เราจะพาไปเจอกับไดโนเสาร์ที่มีอายุเป็นล้านๆปีกันเลย เดากันได้มั้ยคะว่าวันนี้เราจะไปเที่ยว ณ สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใดกัน ใบ้ให้นิดนึงแล้วกันค่ะว่า ‘พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น’ พอจะเดากันได้มั้ยคะ?

   “พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง” อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่นนี่เองค่ะ งั้นเราอย่าเสียเวลาอันมีค่าของเราเลยค่ะ ไปทำความรู้จักกับพิพิธภัณฑ์นี้กันดีกว่าค่ะว่าทำไมเราถึงต้องเดินทางไปดูให้เห็นกับตาให้ได้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นะคะเน้นการจัดแสดงหรือการวางเรื่องราวให้เกี่ยวข้องกับเรื่องของซากดึกดำบรรพ์ค่ะ และในพ.ศ.2519 อย่างที่เล่าไปแล้วค่ะว่าเป็นครั้งแรกของการค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์เป็นที่แรกของเมืองไทย บริเวณห้วยประตูตีหมา ฟอสซิลกระดูกชิ้นที่พบนั้นมีความกว้างยาวประมาณ 1 ฟุต จากการศึกษาวิจัยพบว่ามีฟอสซิลชิ้นนี้ลักษณะใกล้เคียงกับไดโนเสาร์ซอโรพอด ซึ่งมีขนาดใหญ่ยาวประมาณ 15 เมตร และจากการตรวจสอบพบว่าเป็นส่วนปลายล่างสุดของกระดูกต้นขาของไดโนเสาร์จำพวกกินพืช ทำให้เกิดการเริ่มต้นการสำรวจไดโนเสาร์ที่ภูเวียงอย่างจริงจังในปี 2524 ค่ะ ในปีนั้นเองค่ะที่ได้พบ กระดูกไดโนเสาร์ชนิดกินพืชขนาดใหญ่ ฟันจระเข้ กระดองเต่า ฟันและเกล็ดปลาโบราณ

จากการค้นพบนี้เองค่ะ ที่เป็นการค้นพบที่สร้างชื่อเสียงให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นอย่างมาก มีการตั้งชื่อฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ค้นพบว่า “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรณี” การที่ใช้ชื่อนี้ยิ่งทำให้ผู้คนไม่ว่าจะเป็นคนไทยเองก็ดี หรือคนต่างชาติ ต่างกูมีการพูดถึงฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ค้นพบกันอย่างกว้างขวาง ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาแหล่งขุดค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์รวมกันถึง 9 หลุม ให้ได้ความรู้กลับไปอย่างเต็มที่เลยนะคะ เพราะ หลังจากที่มีการค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแรกแล้ว ยังได้มีการขุดค้นพบซากฟอสซิลรวมถึงรอยเท้าไดโนเสาร์อีกด้วยค่ะ

โดยหลุมที่ 1 “ประตูตีหมา” จัดแสดงเรื่องของฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ขนาดใหญ่จำนวนมากมายที่เรียงรายอยู่ในส่วนของชั้นหินค่ะ

หลุมที่ 2 “ถ้ำเจีย” ส่วนนี้จัดแสดงฟอสซิลไดโนเสาร์ในส่วนคอของไดโนเสาร์ซอโรพอดที่นำมาเรียงต่อกันได้จำนวน 6 ขิ้น

หลุมที่ 3 “ห้วยประตูตีหมา” ส่วนนี้มีการพบกระดูกสันหลังและกระดูกซี่โครงหลายชิ้นที่เป็นของไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่

หลุมที่ 4 “โนนสาวเอ้” ณ บริเวณนี้ พบฟอสซิลกระจายเป็นบริเวณกว้างกว่า 10 ตารางเมตร ประกอบด้วยกระดูกไดโนเสาร์ซอโรพอดขนาดใหญ่ และที่อยู่ในวัยเยาว์ นอกจากนั้นยังพบเกล็ดปลาเลปิโดเทสและกระดองเต่า

หลุมที่ 5 “ซำหญ้าคา” หลุมที่ 6 “คงเค็ง” และหลุมที่ 7 “ภูน้อย” ในบริเวณ 3 จุดนี้ มีการขุดค้นพบไดโนเสาร์ทั้งขนาดใหญ่และที่ยังเยาว์ และยังพบฟอสซิลของจระเข้ขนาดเล็กอีกด้วย

หลุมที่ 8 “หินลาดป่าชาด” ในบริเวณหลุมขุดค้นนี้ได้พบกับรอยเท้าไดโนเสาร์ มากกว่า 60 รอยใน 10 แนวทางเดิน เป็นของไดโนเสาร์พวกกินเนื้อขนาดเล็ก ซึ่งเดินด้วย 2 ขาหลัง

และในหลุมที่ 9 “หินลาดยาว” ซึ่งเป็นหลุมสุดท้ายนั้น มีการจัดแสดงการขุดค้นพบกับกระดูกสันหลังหลายชิ้นที่โผล่มาจากชั้นหินทรายสีแดงของหมวดหินเสาขัว และยังพบส่วนของสะโพกด้านซ้ายและกระดูกส่วนหางกว่า 10 ชิ้น ของพวกไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 6.5 เมตร

ถ้าหากนักท่องเที่ยวท่านใดหรือผู้ที่สนใจในเรื่องของซากดึกดำบรรพ์ และในเรื่องของไดโนเสาร์แล้วล่ะก็ ไม่ควรที่จะพลาดเข้าไปชม เข้าไปศึกษาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงเป็นอันขาดเลยค่ะ เพราะ นอกจากจะได้พบกับเรื่องราวที่เราอาจไม่เคยทราบไม่เคยรู้มาก่อน เรายังได้ความสนุกได้ความรู้มากมายจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ไม่ต้องไปไกลถึงเมืองนอก และไม่ว่าจะเป็นการขุดค้นพบอะไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นแค่ชิ้นส่วนที่เล็กที่สุด หรือใหญ่ที่สุดก็ตาม การค้นพบทั้งหมดทั้งมวลย่อมมีคุณค่าต่อมนุษยชาติอย่างที่สุดเช่นกันค่ะ

ไดโนเสาร์กินพืช

 

ดพลอโดคัส (Diplodocus)

      ไดพลอโดคัส (ชื่อวิทยาศาสตร์: Diplodocus (เสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /daɪˈplɒdəkəs/)) หรือ กิ้งก่าสันคู่ วงศ์ ดิพโพลโดซิเด อันดับแยกย่อย ซอโรโพดา อันดับย่อย ซอโรโพโดมอพา อันดับ ซอริสเชีย เป็นไดโนเสาร์ ตระกูลซอโรพอดเช่นเดียวกับ อะแพทโตซอรัสและ มีชื่อเสียงพอๆกัน ในด้านความยาวขนาดตัว ขนาดใหญ่โตเต็มที่ยาว 25-27 เมตร( David Gillete คำนวณขนาดมันว่า ใหญ่ได้มากที่สุด 33 เมตร  แต่หนักแค่ 10-12 ตัน ถือว่าเป็นซอโรพอดที่เบาที่สุด อาศัยอยู่กลางถึงปลายยุคจูแรสซิก 150 – 147 ล้านปีก่อน

    ไดพลอโดคัส เป็นสายพันธุ์ที่แยกประเภทได้ง่าย เนื่องจาก ลักษณะตามแบบไดโนเสาร์ ศีรษะขนาดเล็ก เตี้ย และเอียงลาด ตาลึก รูจมูกอยู่เหนือตา จมูกกว้าง คอและหางยาว ปลายแส้ที่หางยาวมากกว่า อะแพทโตซอรัส ขา 4 ข้างที่ใหญ่โตเหมือนเสา ลักษณะที่โดดเด่นคือ เงี่ยงกระดูกเป็นคู่ที่ยื่นโผล่ออกมาจากกระดูกสันหลังตั้งแต่หลังคอเรียงรายไปถึงหาง

หลายปีก่อน ไดพลอโดคัส เคยเป็น ไดโนเสาร์ที่ตัวยาวที่สุด ขนาดตัวมหึมาของมัน เป็นอุปสรรคระดับหนึ่งต่อนักล่า อย่าง อัลโลซอรัส พบที่อเมริกาเหนือ อยู่ในยุคจูราสสิคตอนปลาย