หลีกเลี่ยงบริโภคเนื้อสัตว์เจ็บป่วย

“กรมควบคุมโรค” เตือนไม่ควรนำเนื้อสัตว์ที่ป่วยตายมาบริโภค อาจมีผลกระทบต่อร่างกาย
นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากกรณีเกิดโรคระบาดมีควายล้มตายเป็นจำนวนมากที่จังหวัดสระแก้วนั้น เบื้องต้นสันนิษฐานว่าควายที่ตายเกิดจากโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย หรือโรคคอบวม โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการนำซากสัตว์ไปฝังกลบ รวมถึงคัดแยกสัตว์ที่เจ็บป่วยออกมาจากสัตว์ปกติ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังได้ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคบริเวณคอกควายทั้งหมู่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคแล้ว ส่วนอีกเหตุการณ์ที่พบวัวควายล้มป่วยและตายด้วยโรคพยาธิในเลือดในจังหวัดเชียงรายนั้น ขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ออกปฏิบัติการคัดกรอง ฉีดยากำจัดพยาธิในเลือด รักษา ป้องกัน ให้คำแนะนำประชาชนในพื้นที่ และในขณะนี้สามารถควบคุมการระบาดของโรคดังกล่าวให้อยู่ในวงจำกัด และไม่พบสัตว์ป่วยตายเพิ่ม
นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง สัตว์เลี้ยงมีภูมิต้านทานโรคต่ำลง จึงเกิดการล้มป่วยได้ง่าย โดยโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย หรือโรคคอบวม เป็นโรคในสัตว์ที่ไม่ติดต่อสู่คนและไม่ก่อโรคในคน เชื้อนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ ในเวลาปกติสัตว์จะไม่แสดงอาการป่วยแต่เมื่อมีภาวะทำให้เครียด เช่น ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว สัตว์จะแสดงอาการป่วยและขับเชื้อออกมาผ่านการขับถ่าย ปนเปื้อนในอาหารและน้ำ และเมื่อสัตว์อื่นมาสัมผัสเชื้อจะทำให้ป่วยและเกิดการแพร่กระจายของโรค สำหรับโรคพยาธิในเลือด ทำให้สัตว์มีอาการซึม ไม่กินอาหาร เยื่อเมือกซีด ไข้สูง อ่อนแรง และอาจตายอย่างเฉียบพลัน เนื่องจากภาวะโลหิตจางขั้นรุนแรง ซึ่งมีแมลงดูดเลือดเป็นพาหะของโรค เช่น เห็บ เหลือบ แมลงวันคอก และยุง เป็นต้น
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ขอแนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ป่วยหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่วย รวมถึงฉีดวัคซีนให้กับสัตว์เพื่อเป็นการป้องกันการระบาดของโรค ทั้งนี้ เมื่อมีการระบาดของโรคต้องรีบรายงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที หากประชาชนพบสัตว์ป่วยผิดปกติ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ให้มาตรวจสอบโดยเร็ว และควรทำการตรวจสัตว์บริเวณใกล้เคียงด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดและเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดด้วย และหากพบสัตว์ป่วยตายด้วยโรคขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อกำจัดหรือทำลายซากสัตว์ป่วย เช่น ขุดหลุมฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งการทำลายที่ไม่ถูกวิธีและไม่ทันท่วงทีจะทำให้เชื้อแพร่กระจายและเกิดการระบาดของโรคได้
ที่สำคัญไม่ควรนำซากสัตว์ที่ป่วยตายไปขายหรือบริโภคโดยเด็ดขาด เพราะเป็นการทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆอย่างรวดเร็ว และผู้ที่บริโภคซากสัตว์ที่ป่วยตายก็อาจได้รับผลกระทบจากยาปฏิชีวนะที่ตกค้างจากเนื้อสัตว์ที่ป่วยตาย โดยเฉพาะในช่วงนี้การบริโภคเนื้อวัวควาย ขอให้ประชาชนปรุงสุกก่อนบริโภคทุกครั้ง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

แนะ 10 เมนูเสี่ยงป่วยระบบทางเดินอาหาร

ในช่วงนี้ประชาชนหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยได้แสดงพลังสามัคคีร่วมกิจกรรมในพิธีแสดงความไว้อาลัยถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ สถานที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยเฉพาะบริเวณท้องสนามหลวง และบริเวณรอบพระบรมมหาราชวัง ซึ่งมีประชาชนและร้านค้าจำนวนมากจัดบริการอาหารและเครื่องดื่มฟรีให้กับพี่น้องประชาชนที่มาเข้าร่วมถวายสักการะและลงนามแสดงความไว้อาลัยนายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้มีสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย ประชาชนจึงมีความเสี่ยงเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินอาหารสูง

จากข้อมูลรายงานการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม-17 ตุลาคม 2559 ทั่วประเทศพบผู้ป่วยอาหารเป็นพิษ 102,673 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต และพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วง 939,529 รายเสียชีวิต 4 ราย และตลอดทั้งปี 2558ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยอาหารเป็นพิษ 129,638 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต และพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วง 1,097,751 ราย เสียชีวิต 12 ราย ดังนั้นในช่วงนี้ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานอาหารและน้ำดื่ม ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ปรุงเองที่บ้าน อาหารสั่งซื้อ หรือออกไปรับประทานอาหารตามจุดต่างๆ นอกบ้าน
อาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินอาหารที่ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ 10 เมนูได้แก่ 1.ลาบ/ก้อยดิบ 2.ยำกุ้งเต้น3.ยำหอยแครง/ยำทะเล 4.ข้าวผัดโรยเนื้อปู5.อาหารหรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิสด 6.ขนมจีน 7.ข้าวมันไก่ 8.ส้มตำ9.สลัดผัก และ 10.น้ำแข็งที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน
ซึ่งเมนูอาหารเหล่านี้ควรรับประทานเฉพาะที่ปรุงสุกใหม่ สำหรับอาหารทะเลขอให้ปรุงสุก หลีกเลี่ยงการปรุงโดยวิธีลวกหรือพล่าสุกๆ ดิบๆ ส่วนอาหารประเภทเนื้อสัตว์หมู ไก่ และไข่ ควรปรุงให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ไม่รับประทานแบบสุกๆดิบๆ นอกจากนี้ อาหารถุง อาหารกล่อง ควรแยกกับข้าวออกจากข้าว และควรรับประทานภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังจากปรุงเสร็จ และหาก มีกลิ่นผิดปกติไม่ควรรับประทานเด็ดขาด เพื่อป้องกันโรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วง