แกงเลียง อาหารพื้นบ้าน ประโยชน์เกินคุ้ม

เคยได้ยินว่า “ให้ผู้หญิงเพิ่งคลอดทานแกงเลียง จะได้มีน้ำนมให้เจ้าตัวน้อย” ไหมคะ นี่แค่ประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ของ “แกงเลียง” อาหารไทยพื้นบ้านที่อยู่คู่คนไทยมานานแสนนานเท่านั้นนะคะ หากดูที่ส่วนผสมอันมากมาย จะรู้เลยว่าแกงเลียงมีประโยชน์มากกว่าอาหารเร่งน้ำนมให้คุณแม่เยอะเลยล่ะ ว่าแล้วก็มาดูกันเลยดีกว่า

แกงเลียง อาหารพื้นบ้าน ประโยชน์เกินคุ้ม

1. บวบเหลี่ยม

บวบช่วยบำรุงให้หัวใจแข็งแรง แก้ร้อนใน มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ลดไข้ ขับเสมหะ และยังช่วยขับปัสสาวะอีกด้วย

2. ตำลึง

แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดไข้ บำรุงสายตา มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซม และสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร ป้องกันโลหิตจาง เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจแข็ง ตีบ หรือตัน

3. ใบแมงลัก

แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยดับกลิ่นคาวในอาหาร มีธาตุเหล็กสูง ช่วยบำรุงเลือด บำรุงผิวหนัง สายตา ลดอาการท้องผูก ป้องกันโรคกระเพาะอาหาร และลดอาการลำไส้อักเสบ

4. ฟักทอง

ช่วยบำรุงสายตา มีเบต้าแคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ และต่อต้านมะเร็ง สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจ และโรคนิ่ว

5. เห็ดฟาง

ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก้ร่างกาย มีวิตามินซีที่ช่วยป้องกันโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ ลักปิดลักเปิด ลดอาการบวมของเหงือก บรรเทาอาการช้ำใน ปอดบวม และบำรุงตับให้แข็งแรง

6. พริกไทย

ช่วยย่อยอาหาร ขับลม ขับเหงื่อ มีเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา และมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดโอกาสในการเป็นมะเร็ง

7. หอมแดง

ช่วยขับเสมหะ ป้องกันหวัด บำรุงหัวใจ บำรุงสมองให้มีความจำที่ดีขึ้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ ทำให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น และแก้อาการท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ

เห็นไหม นี่แค่แกงเลียงชามเดียวยังมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ วันนี้รีบทำแกงเลียงทานกันเลยนะคะ เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดีแน่นอน

วิธีคลายร้อนแบบไทยกับ 5 น้ำสมุนไพรสุดอร่อย สู้อุณหภูมิ 42 องศา!

วิธีคลายร้อนแบบไทยๆ

เข้าหน้าร้อนจัดๆ ของประเทศไทยเข้าไปทุกที กรมอุตุนิยมวิทยาถึงขั้นประกาศเตือนอุณหภูมิอาจสูงถึง 42 องศายาวนาน 24 ชั่วโมง นอกจากครีมกันแดด ร่ม เสื้อแขนยาว พัดลม แอร์ น้ำแข็ง และสารพัดวิธี สารพัดอุปกรณ์ที่จะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดแล้ว น้ำดื่มสมุนไพรไทยนี่แหละค่ะ ที่จะช่วยเราดับร้อนจากภายในสู่ภายนอกได้อย่างเห็นผลจริงๆ

น้ำมะระ

น้ำมะระเต็มไปด้วยสารอาหารดีๆ หลายอย่าง เช่น วิตามินซี วิตามินบีรวม และเกลือแร่ชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้เจริญอาหาร ดับกระหาย และต่อต้านเชื้อไวรัสได้อีกด้วย

 น้ำใบบัวบก

น้ำใบบัวบกมีรสหวาน ชื่นใจ ชุ่มคอ เหมาะกับคนขี้ร้อนเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อนภายในร่างกายได้ดี นอกจากนี้ยังมีสารต่อต้านอนมูลอิสระ ลดความอ่อนล้าของสมอง บำรุงสายตา และแก้อาปารปวดศีรษะได้อีกด้วย

น้ำจับเลี้ยง

น้ำจับเลี้ยงชุ่มคอ แก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ บรรเทาอาการเจ็บคอ คอแห้ง ไอ และปรับสมดุลในร่างกาย หลังจากที่เรารับประทานของทอดมากเกินไปจนร่างกายอยู่ในภาวะขาดสมดุล เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มน้ำน้อย

น้ำเก๊กฮวย

น้ำเก๊กฮวยแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ปวดศีรษะ ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงโลหิต บรรเทาอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย และป้องกันการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดหัวใจตีบ และความดันโลหิตสูง

น้ำมะพร้าว

น้ำมะพร้าวให้ความสดชื่น หวาน สุขุม ไม่มีพิษภัย แก้กระหาย ทำให้จิตใจชุ่มชื่น มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อนได้ดี และยังมีวิตามินมากมานที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินบี กรดอะมิโน แคลเซียม เป็นต้น

นอกจากน้ำผลไม้ที่หาซื้อดื่มได้ง่ายตามท้องตลาดเหล่านี้แล้ว ยังมีตำรา “ตรีผลา” เครื่องดื่มน้ำสมุนไพรคลายร้อน ที่สืบทอดสูตรนี้กันมานับ 100 ปี

ส่วนประกอบของ “น้ำตรีผลา”

–          สมอไทย

–          สมอพิเภก

–          มะขามป้อม

ทุกอย่างใช้ในอัตร่าส่วนที่เท่ากัน นำมาต้มให้เดือด และเคี่ยวจนมีสีน้ำสมุนไพรออกมา รสชาติอาจมีรสฝาด จึงอยากแนะนำให้เติมน้ำตาลเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มรสชาติให้น่าทานมากขึ้น แต่หากใครที่เป็นโรคเบาหวาน หรือไม่อยากทานหวานมาก อาจจะลองทานรสธรรมชาติเลยก็ได้ค่ะ น้ำตรีผลามีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อนได้ดี อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยล้างพิษ

ผักแก้ร้อน

หากอยากลองหยิบผักมาทำอาหารในช่วงหน้าร้อน แนะนำผักรสเย็น เช่น แตงกวา ผักกระเฉด ผักบุ้ง และตำลึง เป็นต้น

เท่านี้อากาศร้อนแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวแล้วล่ะค่ะ เพราะไทยแลนด์ดินแดนอาหารมีประโยชน์ ต่อให้ร้อนแค่ไหน ก็ดับกระหาย สู้ด้วยด้วยสมุนไพรดีๆ ราคาย่อมเยาแบบนี้ได้ทุกปีแน่นอน อยู่ใต้ฟ้า จะกลัวอะไรกับแดดเนอะ!

ภาพประกอบจาก istockphoto

ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว กระแสใหม่ด้านอาหารเพื่อสุขภาพ

ผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำมันมะพร้าวและน้ำมะพร้าว ได้กลายเป็นของโปรดของชาวอเมริกันที่รักสุขภาพ

และเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตต่างสั่งสินค้าจากมะพร้าวมาวางจำหน่ายกันอย่างคึกคัก

Elissa Goodman ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแบบครบองค์ประกอบกล่าวว่า มะพร้าวช่วยเพื่อศักยภาพการเผาผลาญอาหารในร่างกาย ต้านไวรัส ต้านแบคทีเรีย ต้านเชื้อราที่เป็นอันตราย

สรุปได้ว่าดีต่อระบบภูมิต้านทานของร่างกาย

ข้อดีอีกหลายประการประกอบด้วย ผลต่อการทำงานอย่างเป็นปกติของหัวใจ และระบบขับถ่ายปัสสาวะและระบบไต

มะพร้าวยังได้ขยายความนิยมไปสู่สินค้าเพื่อความงามด้วย

Janette Rizk โฆษกของบริษัทซูเปอร์มาร์เก็ตสินค้าออแกนิค Whole Foods บอกว่า อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเพื่อความงามใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นส่วนประกอบด้วย

นอกจากนั้นแล้ว เนื้อมะพร้าวถูกใช้เป็นส่วนผสมของแป้งทำขนม ขนมขบเคี้ยว tortilla หรือแป้งทอดในอาหารละตินอเมริกา ผู้ผลิตเนยและนมบางรายใช้มะพร้าวเป็นส่วนผสมด้วย

อย่างไรก็ตาม ความตื่นตัวในคุณสมบัติของมะพร้าวในหมู่ผู้บริโภค ดูเหมือนว่าจะมีมากเกินงานวิจัยด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับมะพร้าว

ข้อควรระวังประการหนึ่งที่สำคัญคือ มะพร้าวมีทั้งคอเลสเตอรอลที่ดีและไม่ดีต่อร่างกาย รวมทั้งมีไขมันอิ่มตัวที่เกี่ยวโยงกับโรคหัวใจด้วย

เคล็ดลับดูแลทุกคนในครอบครัวในช่วงหน้าร้อน

ถ้าจะพูดกันให้ชัดๆ อากาศบ้านเราก็แทบจะร้อนตลอดทุกวันทั้งปีอยู่แล้ว แต่ยิ่งหน้าร้อนก็ยิ่งร้อนหนักไปกันใหญ่ แถมอากาศร้อนๆ ยังมาพร้อมกับสุขภาพที่ย่ำแย่ลงไปมากกว่าเดิม เพราะโรคภัยถามหามากมายอีกด้วย จะปกป้องสมาชิกทุกคนในบ้าน ที่มีสุขภาพต่างกันไปในแต่ละคนได้อย่างไร ลองมาดูเคล็ดลับดีๆ เหล่านี้กันค่ะ

เด็กๆ กับโรคภูมิแพ้

วัยเด็ก เป็นวัยที่มีภาวะความเสี่ยงกับโรคต่างๆมากมาย ซึ่ง “ภูมิแพ้” คือหนึ่งในโรคที่มักพบมากในวัยนี้ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทั้งสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและจำนวนมลภาวะที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า โดยปัจจัยที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้นั้นมีได้ในหลายสาเหตุและเกิดขึ้นได้ในหลายระบบของร่างกาย เช่น ระบบผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหาร นอกจากจะต้องระมัดระวังในอาหารที่ให้เด็กๆ ทานว่าต้องสะอาด ปลอดภัย และไม่ทำให้ร่างกายของเด็กๆ มีอาการแพ้แล้ว สิ่งสำคัญคือควรแน่ใจว่า สมาชิกวัยนี้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด มีฝุ่น มลพิษ และสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ให้น้อยที่สุด และสมาชิกในครอบครัวควรงดสูบบุหรี่ไม่ว่าจะนอกบ้านหรือในบ้านอีกด้วย

วัยเรียน วัยทำงาน กับการขาดน้ำ ขาดวิตามิน

สำหรับวัยเรียนและวัยทำงาน อาหารการกินถือเป็นสิ่งที่คัญมาก เนื่องจากภาระและหน้าที่จากการงาน และการเรียนของคนวัยนี้ อีกทั้งร่างกายยังต้องการสารอาหารที่จะนำไปใช้ในการทำงานของสมอง ร่างกายและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ กรมอนามัยจึงได้แนะนำว่าสมาชิกในวัยนี้ควรทานอาหารให้ได้ครบสัดส่วนตามความต้องการของร่างกาย ซึ่งความต้องการน้ำ และวิตามินสำหรับวัยนี้นั้นยังคงสูง จึงสมควรเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำ กินผัก และผลไม้ให้มากขึ้น การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่ขาดน้ำ ทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานอย่างปกติ

อย่างไรก็ตามควรลดปริมาณการบริโภคของหวานและน้ำตาลรวมถึงไขมันจากสัตว์ หากไม่ชอบทานผักผลไม้มากนัก การแปรรูปผักและผลไม้ให้อยู่ในรูปแบบที่รับประทานง่ายขึ้น อย่างการปั่นเป็นสมูธตี้ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนรักสุขภาพ แต่เนื่องจากสมูทตี้หรือน้ำผลไม้ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาดมักจะมีน้ำตาลเจือปนอยู่มาก การทำน้ำผลไม้และสมูทตี้ดื่มเองจึงเป็นการหลีกเลี่ยงน้ำตาลที่มากเกินไปได้ดี แถมการทำทานเองยังช่วยกระตุ้นให้ทุกคนในบ้านทานผลไม้กันมากขึ้นด้วย แต่แนะนำให้ทานพร้อมกันทั้งใยอาหาร ไม่คั้นเอาแต่น้ำมาทาน เพราะทำให้ร่างกายได้ใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายมาด้วย

ผู้สูงวัยกับปัญหาการเสื่อมถอย

สมาชิกผู้สูงวัย มีความจำเป็นต้องพึ่งพาสมาชิกคนอื่นๆ ภายในครอบครัว เพราะเป็นกลุ่มที่มักพบปัญหาการเสื่อมถอยของร่างกายตามธรรมชาติ และโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงปัญหาสุขภาพจิต ดังนั้นสมาชิกสูงวัยจึงเป็นวัยที่ต้องมีการดูแลเฉพาะแตกต่างจากวัยอื่นๆ ทั้งในด้านร่างกาย และจิตใจ การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นสิ่งที่ผู้สูงวัยควรทำ ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำให้สมาชิกกลุ่มนี้ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งและตรวจเน้นไปที่โรคจากการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ อาทิ หัวใจ ไต ช่องท้อง อย่างละเอียด เพื่อเป็นการรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บที่คนในวัยนี้มีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าวัยอื่นๆ นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่แดดจัด เพราะมีความเสี่ยงต่อการเป็นลมแดดได้ง่ายกว่าวัยอื่นๆ

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : ฟิลิปส์ ประเทศไทย

กินยาแก้แพ้ แทนยานอนหลับ เสี่ยงผลข้างเคียงไม่รู้ตัว

ยาแก้แพ้ กินแล้วง่วงนอน?

อันที่จริงแล้ว ยาแก้แพ้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ ยาแก้แพ้ที่ทานแล้วง่วง (ยาต้านฮีสตามีนรุ่นที่ 1) กับแบบที่ไม่ง่วง (ยาต้านฮีสตามีนรุ่นที่ 2) หลายคนจะได้รับยาแก้แพ้เมื่อมีอาการเป็นหวัดคัดจมูก น้ำมูกไหล และอาจได้รับยาแก้แพ้ไม่เหมือนกัน คุณหมออาจจะถามเราว่าอยากได้ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วงไหม เพื่อที่ทานแล้วจะได้ทำงานต่อได้ แม้ว่าอาจจะมีโอกาสที่ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วงจะมีราคาสูงกว่ายาแก้แพ้แบบทานแล้วง่วงอยู่เล็กน้อยก็ตาม แต่ในระยะหลังๆ เราจึงได้รับยาแก้แพ้ที่ทานแล้วไม่ง่วงมากกว่า

อย่างไรก็ตาม มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงการเข้ารับบำบัดโรคนอนไม่หลับอย่างถูกวิธี แล้วหันเหมาซื้อยาแก้แพ้เพื่อทานแล้วทำให้ง่วง จะได้นอนหลับได้ เพราะยาแก้แพ้สามารถหาซื้อเองได้ง่ายตามร้ายขายยาต่างๆ ไม่เหมือนยานอนหลับที่ต้องได้รับใบสั่งยาจากแพทย์

ยาแก้แพ้แบบทานแล้วง่วง มีผลข้างเคียงหรือไม่?

ยาแก้แพ้แบบทานแล้วง่วง อาจทำให้มีอาการคอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ใจสั่น และหากเป็นผู้ป่วยโรคต้อหิน อาจทำให้อาการกำเริบได้

นอกจากนี้ยาแก้แพ้เป็นยาที่ควรใช้เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น หากใครใช้ยาแก้แพ้แบบทานแล้วง่วงไปนานๆ อาจทำให้มีอาการดื้อยาได้เช่นกัน

ยาแก้แพ้ ทานได้ทุกเพศทุกวัยจริงหรือ?

สำหรับยาแก้แพ้แบบที่ทานแล้วง่วง (ยาต้านฮีสตามีนรุ่นที่ 1) เนื่องจากเป็นยาที่มีผลข้างเคียงค่อนข้างชัดเจน ทั้งส่งผลต่อระบบประสาท กระสับกระส่าย ใจสั่น เห็นภาพหลอน ร้อนวูบวาบ หรืออาจถึงกับชักได้ในกรณีที่เป็นเด็กเล็ก ดังนั้นจึงมีการแนะนำให้ทานยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง (ยาต้านฮีสตามีนรุ่นที่ 2) เพื่อรักษาอาการแก้แพ้ เช่น ผื่นขึ้น แพ้อากาศ เป็นลมพิษ เพราะมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ทำไมหลายคนถึงยังทานยาแก้แพ้แบบที่ทำให้ง่วงอยู่

เพราะหาซื้อทานได้ง่าย ราคาถูก และออกฤทธิ์เร็วกว่ายาแก้แพ้แบบที่ทานแล้วไม่ง่วง แต่ถึงแม้ว่าจะออกฤทธิ์เร็วกว่า แต่ยาจะออกฤทธิ์เพียง 6 ชั่วโมง จึงต้องทาน 3 ครั้งต่อวัน แต่ยาแก้แพ้แบบที่ทานแล้วไม่ง่วง นอกจากจะออกฤทธิ์นานเกือบ 24 ชั่วโมงแล้ว ยังมีผลข้างเคียงน้อยกว่ามาก

แม้ว่าจะเป็นเพียงยาแก้แพ้ที่ดูจะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่อาการดื้อยาก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก และการทานยาแก้แพ้เพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับ ก็เป็นการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์อีกด้วย ดังนั้นถ้าอยากหายขาดจากอาการนอนไม่หลับ ควรพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาที่ตรงกับอาการจริงๆ จะดีกว่าค่ะ

ดอกคำฝอย กับ 10 ประโยชน์ดีๆ และข้อควรระวัง

นอกจาก เจียวกู่หลาน ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในโลกออนไลน์ในขณะนี้แล้ว สมุนไพรดีๆ ที่หลายคนการันตีถึงสรรพคุณอันดีงามอีกอย่างหนึ่ง หรือ ดอกคำฝอย นี่แหละค่ะ ดอกคำฝอยมีลักษณะอย่างไร และมีประโยชน์อะไรที่เราอาจไม่เคยทราบบ้าง มาดูกันเลย

ดอกคำฝอย มีลักษณะเป็นอย่างไร

ดอกคำฝอย เป็นดอกไม้จากพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่มักปลูกมากกันทางภาคเหนือ ลำต้นสั้น ทนต่อสภาพอากาศ ดอกมีลักษณะกลม กลีบดอกเล็กเรียว และมีดอกเล็กย่อยออกมาหลายดอก สีเหลืองจนไปถึงส้ม หรือส้มแดงเมื่อแก่จัด

ประโยชน์ของดอกคำฝอย

  1. ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตันเส้นเลือด
  2. บำรุงประสาท และระงับประสาท ช่วยผ่อนคลายสมองให้หลับสบาย
  3. ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของโลหิตตามร่างกาย
  4. บำรุงโลหิต สบายลิ่มเลือด
  5. บำรุงหัวใจ ช่วยให้เลือดไหลไปหล่อเลี้ยงที่หัวใจมากยิ่งขึ้น
  6. รักษาอาการไข้หลังคลอดของคุณแม่
  7. แก้หวัดน้ำมูกไหล
  8. บำรุงโลหิตประจำเดือนของเหล่าคุณผู้หญิง
  9. ยับยั้งเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย
  10. ลดระดับน้ำตาลในเลือด

โทษของดอกคำฝอย

แม้ว่าดอกคำฝอยจะเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณแทบจะครอบจักรวาล แต่ก็ยังมีข้อควรระวังก่อนทานเช่นกัน ดอกคำฝอยมักถูกใช้เป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพร โดยจัดรวมกลุ่มใช้ด้วยกันกับยา หรือพืชตัวอื่นๆ จะไม่ใช้ดอกคำฝอยเดี่ยวๆ เพราะต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อระบบเลือดได้

หากทานดอกคำฝอยมากเกินไป หรือติดต่อกันนานเกินไป อาจส่งผลให้มีอาการโลหิตจางได้ ซึ่งทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย วิงเวียนศีรษะ หรืออาจทำให้โลหิตประจำเดือนมามากผิดปกติ

นอกจากนี้ใครที่กำลังรับประทานยา หรือรับการรักษาโรคที่เกี่ยวกับลิ่มเลือด หรือกำลังทานยาสลายลิ่มเลือดอยู่ ไม่ควรทานดอกคำฝอย เพราะจะยิ่งเพิ่มการสลายลิ่มเลือดให้ออกฤทธิ์มากเกินไปจนอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

ใครที่ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติดี สามารถทานดอกคำฝอยได้ ปัจจุบันมรผลิตภัณฑ์จากดอกคำฝอยมากมาย ทั้งเครื่องดื่มผสมดอกคำฝอย ชงเป็นชาจากกลีบดอกที่แห้ง หรือจะสกัดออกมาเป็นน้ำมันดอกคำฝอย ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ดีต่อสุขภาพทั้งสิ้น แต่ใครที่มีปัญหาสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานค่ะ

รู้ไว้ จะได้ไม่เป็น “ซีสต์ที่รังไข่”

เป็นเรื่องไม่แปลกใหม่สำหรับผู้หญิงอย่างเราไปแล้ว หากเห็นเพื่อนๆ ในกลุ่มทยอยกันเข้าผ่าตัดซีสต์ที่รังไข่ อย่างเราเอาก็เคยผ่าตัดไปครั้งหนึ่ง อีกปีต่อมาเพื่อนก็เข้าห้องผ่าตัดด้วยอาการเดียวกัน ทำไมใครๆ ก็เป็นซีสต์ที่รังไข่ สาเหตุมาจากอะไร แล้วมีทางป้องกันไหม เราหาข้อมูลมาให้แล้วค่ะ
ซีสต์ คืออะไร? ต่างจากก้อนมะเร็งอย่างไร?

ตัวซีสต์เองเป็นถุงน้ำ ที่สามารถงอกขึ้นมาได้ในทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นรังไข่ เต้านม ต่อมไขมัน ลำไส้ ฯลฯ ซึ่งตัวซีสต์เองถือว่าเป็น “เนื้องอก” ชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นซีสต์ หรือเนื้องอกชนิดอื่นๆ ก็มีทั้งแบบไม่เป็นมะเร็ง และเป็นมะเร็งเช่นเดียวกัน หลังผ่าตัดคุณหมอจะส่งชิ้นเนื้อไปตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ หากเป็นเนื้อร้าย หรือเป็นมะเร็งก็จะเริ่มทำการรักษามะเร็งต่อไป หากเป็นก้อนเนื้อธรรมดายังไม่เป็นมะเร็ง ก็สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ต่อไป
ประเภทของซีสต์
จริงๆ แล้วซีสต์มีมากมายหลายประเภทมาก แต่หากเป็นซีสต์ที่พบได้บ่อยในผู้หญิงชาวไทย จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ

ช็อคโกแลต ซีสต์ เกิดจากเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ ไปอยู่บนรังไข่ ทำให้มีลักษณะเหมือนมีเลือดประจำเดือนไปสะสมอยู่

เดอร์มอยด์ ซีสต์ มีลักษณะเหมือนก้อนไขมัน และอาจมีบางอย่างอยู่ในก้อนนั้นด้วย เช่น ฟัน เส้นผม ใครที่เป็นซีสต์ชนิดนี้ อาจมีโอกาสที่จะปวดท้องเฉียบพลัน เนื่องจากก้องซีสต์บิดขั้วจนอักเสบ เลือดไม่ไหลเวียน จนต้องผ่าตัดด่วน มีทั้งผ่าตัดเอาถุงน้ำ หรือก้อนซีสต์ออกไปเฉยๆ หรืออาจจะตัดปีกมดลูกไปข้างหนึ่ง หากก้อนซีสต์บิดขั้วจนทำให้รังไข่อักเสบมาก (แต่ปีกมดลูกยังเหลืออีกข้าง มีโอกาสตั้งครรภ์ และมีประจำเดือนทุกเดือนตามปกติ)
สาเหตุของการเกิดซีสต์

มาจากหลายๆ สาเหตุ เช่น

– กรรมพันธุ์

– ทานอาหารที่เสี่ยงต่อการกระตุ้นมะเร็ง เช่น ของทอดไหม้เกรียม อาหารกระป๋อง อาหารปนเปื้อนสารเคมี ฯลฯ (อ่านพฤติกรรมเสี่ยงโรคมะเร็งที่นี่)

– ร่างกายไม่แข็งแรง

– ที่อยู่อาศัยอยู่ในเขตอุตสาหกรรม มีปัญหาทางมลพิษ

– ฯลฯ

ปวดท้องแบบไหน ถึงควรสงสัยว่าเป็นซีสต์ที่รังไข่?

ปวดท้องแบบเจ็บลึก หรือเป็นๆ หายๆ อาการปวดท้องคล้ายปวดท้องไส้ติ่ง หรือกระเพาะอาหาร เพียงแต่จะปวดเฉพาะบริเวณหน้าท้องด้านซ้ายล่าง (ปวดท้องโรคกระเพาะจะปวดกลางท้อง ปวดท้องไส้ติ่งจะปวดด้านขวา) สามารถปวดได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะช่วงมีประจำเดือน หรือไม่มีก็ตาม

ทำอย่างไร ถึงจะปลอดภัยจากซีสต์ในรังไข่

1. สังเกตความผิดปกติของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หากปวดท้องบ่อยๆ หน้าท้องโตขึ้น จับคลำเจอก้อน ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย (โดยปกติแล้ว เพียงตรวจปัสสาวะ หรือตรวจเลือด ก็ทราบได้แล้วค่ะว่าเป็นซีสต์หรือไม่)

2. ตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจทั้งมะเร็งปากมดลูก และตรวจหาก้อนที่ผิดปกติในอุ้งเชิงกราน ทั้งมดลูกและรังไข่

3. ตรวจอัลตร้าซาวนด์ อาจไม่ได้แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกคน แต่สำหรับใครที่มีความจำเป็น หรือไม่สามารถตรวจภายในได้ หรือมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่จากรรมพันธุ์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม โรคแบบนี้พบก่อน รักษาก่อน หายไวกว่าโดยที่อาจจะไม่ต้องผ่าตัดก็ได้นะคะ เพราะฉะนั้นอยากให้หาเวลาว่างไปตรวจภายในกันบ้าง เพื่อสุขภาพที่ดี ปลอดภัยจากโรคร้ายต่างๆ ของคุณผู้หญิงทุกคนค่ะ

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : เฟซบุ๊คเพจ ใกล้มิดชิดหมอ

แผลในปากอาจไม่ใช่ร้อนใน แต่เป็น “มะเร็งช่องปาก”

นอกจากมะเร็งที่เราได้ยินกันบ่อยๆ อย่างมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ และมะเร็งปอด เชื่อว่าหลายคนน่าจะไม่ค่อยคุ้นหูกับ “มะเร็งช่องปาก” และอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเป็นโรคนี้ได้ยังไง อะไรคือสาเหตุ และอาการเป็นอย่างไร  จึงนำข้อมูลมาฝากกันค่ะ

มะเร็งช่องปาก ติด 1 ใน 10 โรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคน

มะเร็งช่องปาก เป็นส่วนหนึ่งของโรคมะเร็งในกลุ่มโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ มีทั้งชนิด สะความัส (Squamous cell carcinoma) หรือ SCC และชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarci noma) หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ชนิดหลังพบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นชนิด SCC

มะเร็งช่องปาก พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป

มะเร็งช่องปาก มีสาเหตุจากอะไร?

เหมือนโรคมะเร็งอื่นๆ ที่ไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่จะมีปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้เป็นโรคมะเร็งช่องปากมากขึ้น

  1. ดื่มแอลกอฮอลล์
  2. สูบบุหรี่
  3. เคี้ยวหมากพลู เพราะมีสารก่อมะเร็งเจือปนอยู่
  4. มีแผลที่เกิดจากการระคายเคืองเยื่อเมือกบุช่องปาก ฟันแหลมคม/บิ่น ขูดจนผนังปากเป็นแผล และไม่รับการรักษาจนเป็นแผลมีหนอง แผลเรื้อรัง ซึ่งสุดท้ายอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้
  5. ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เชื้อ HPV ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก โดยติดต่อมาที่ปากผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก
  6. มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งบริเวณศีรษะ และลำคอมาก่อน

อาการเบื้องต้นของโรคมะเร็งช่องปาก

  1. พบฝ้าสีขาว หรือสีแดง ในเยื่อบุช่องปาก กระพุ้งแก้ม หรือลิ้น
  2. มีแผลในช่องปากที่รักษาไม่หายนาน 2-3 สัปดาห์
  3. มีตุ่ม หรือก้อนในช่องปาก และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่มักไม่มีอาการเจ็บใดๆ
  4. ฟันโยก ฟันหลุด หรือสวมใส่ฟันปลอมไม่ได้ เป็นเพราะมีก้อนเนื้องอกขึ้นมาบริเวณเหงือก
  5. เคี้ยว และกลืนอาหารได้ไม่สะดวก มีความยากลำบากในการเคี้ยว และกลืน
  6. พบแผลที่รักษาไม่หาย และมีเลือดไหลออกมาจากแผลอย่างผิดปกติ
  7. พบก้อนที่ลำคอ ซึ่งอาจจะเป็นต่อมน้ำเหลืองโตจากมะเร็งลุกลาม แต่มักไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ

แผลในปากอาจไม่ใช่ร้อนใน แต่เป็น “มะเร็งช่องปาก”

วิธีจำแนกว่าเป็นแผลร้อนใน หรือแผลมะเร็งช่องปาก ง่ายๆ คือ แผลร้อนในสามารถหายได้เอง หรือมีอาการดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หรือไม่เกิน 1 อาทิตย์ แผลจะค่อยๆ เจ็บแสบน้อยลง และแห้ง เนื้อประสานกันได้ในที่สุด ยิ่งใช้ยาช่วยจะยิ่งหายเร็วขึ้น

แต่แผลจากมะเร็งช่องปาก จะเป็นแผลที่สดตลอดเวลา ไม่มีทีท่าว่าจะหาย และอาจมีเลือดออกมาในบางครั้ง ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ก็ยังไม่ดีขึ้น

หากพบแผลดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : หาหมอ

เตือน! 5 ยารักษาโรคที่ อย. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณา

เปิดเฟซบุ๊ค เลื่อนอ่านฟีดไปเรื่อยๆ เราอาจจะไปสะดุดกับโฆษณายาสมุนไพรรักษาโรคยอดฮิตมากมาย ที่โปรยคำโฆษณาได้น่าสนใจว่า เป็นยาสมุนไพรแท้ 100% สกัดจากธรรมชาติ ไม่ตกค้างในตับ ปลอดภัยต่อร่างกาย เห็นผลชัดเจนภายในไม่กี่วัน

แต่ขอบอกเลยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณายา หรืออาหารเสริมใดๆ ที่สามารถรักษา 5 โรคนี้ได้เด็ดขาด หากพบเจอเมื่อไร ขอให้สันนิษฐานได้เลยว่าเข้าข่าย “หลอกลวงผู้บริโภค” แน่นอน

  1. โรคเบาหวาน
  2. โรคเรื้อน
  3. โรควัณโรค
  4. โรคมะเร็ง
  5. บำบัด บรรเทา รักษาโรคสมอง ตับ ม้าม หัวใจ ปอด ไต

นอกจาก อย. จะเตือนว่ายาเหล่านี้ ไม่ได้รับการรับรองสรรพคุณตามคำโฆษณาแล้ว ผู้ป่วยที่ทานแต่ยาเหล่านี้ อาจเสียเงินฟรี และรักษาโรคไม่หาย และเสียโอกาสในการเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงอีกด้วย

ดังนั้น หากมีความผิดปกติทางร่างกาย หรือเป็นโรคดังกล่าว ควรเข้ารับการรักษากับแพทย์โดยตรงจะดีกว่าค่ะ หรือหากอยากลองการรักษาทางเลือกอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนทุกครั้ง คิดเสียว่าแพทย์เป็นญาติเราเอง คุยได้ ไม่ต้องเกรงใจค่ะ

แน่น-อึดอัดท้อง สัญญาณอันตราย “ม้ามโต”

ม้าม อยู่ตรงไหน? มีหน้าที่อะไร?

ม้าม เป็นอวัยวะที่มีลักษณะคล้ายถั่วแดง อยู่ทางด้านหลังข้างซ้ายของช่องท้อง ใต้กะบังลม และซี่โครง ทำหน้าที่ในการควบคุมปริมาณของเลือดในร่างกายให้คงที่ ดึงเอาฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดงออกมาใช้ในร่างกาย และยังนำเอาของเสียในรูปแบบของเหลวออกมาจากเลือดด้วยเช่นกัน (ออกมาพร้อมปัสสาวะ) นอกจากนี้ม้ามยังสร้างแอนตี้บอดี้ในการต่อต้านเชื้อโรค และผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงขึ้นมาใหม่ได้อีกด้วย

ม้ามโต คืออะไร?

อาการม้ามโต เป็นอาการที่ม้ามมีความผิดปกติจากสาเหตุใดสาหตุหนึ่ง จนทำให้มีอาการบวมโต จนอาจจะใหญ่มากเกินไปจนไปเบียดอวัยวะอื่นๆ และเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

ม้ามโต มีสาเหตุมาจากอะไร?

อาการม้ามโต อาจมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน อาทิ

– เป็นโรคที่เกี่ยวกับเลือด เช่น โรคธาลัสซีเมีย

– เป็นโรคที่เกี่ยวกับตับ เช่น โรคตับแข็ง ตับอักเสบ

– เป็นอาการข้างเคียงเพิ่มเติมจากโรคไข้จับสั่น

– อาการข้างเคียงหลังจากติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เชื้ออีบีวี

– เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

– เป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

เป็นต้น

ม้ามโต มีอาการอย่างไร มีสัญญาณอันตรายอะไรบ้าง

หากคุณมีอาการดังกล่าว และเป็นผู้มีความเสี่ยง จากการเป็นผู้ป่วยโรคต่างๆ ดังที่กล่าวไปข้างต้น อาจสันนิษฐานได้ว่า มีอาการม้ามโต

  1. อึดอัด แน่นท้อง
  2. หายใจเข้าออกลำบาก หายใจไม่สะดวก
  3. ตัวซีด มีรอยเลือดจ้ำๆ เป็นห้อเลือดจุดๆ ตามร่างกาย
  4. แขน และขาอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง เหนื่อยง่าย
  5. เริ่มเป็นโรคอื่นๆ ตามมา เพราะภูมิคุ้มกันลดลง เป็นโรค และติดเชื้ออื่นๆ ได้ง่าย

วิธีป้องกันอาการม้ามโต

อาการม้ามโตไม่ใช่โรค เป็นอาการปกติที่อาจเกิดขึ้นตามสาเหตุที่กล่าวไว้ด้านบน ดังนั้นจึงอาจไม่มีวิธีป้องกันโดยตรงเช่นกัน แต่หากทราบว่าตัวเองมีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการมีอาการม้ามโต ควรสังเกตอาการของตัวเองให้ดี หากมีอาการ ตามสัญญาณอันตรายดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน อย่าปล่อยไว้นานจนทำให้การรักษาเป็นไปอย่างลำบากมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าเราอาจจะยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยที่ไม่มีม้าม แต่อย่างไรเราก็ควรจะรักษาสุขภาพม้ามให้แข็งแรง ทำงานอย่างเป็นปกติจะดีที่สุด

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : หาหมอ , วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นพรัตน์วชิระ