ประโยชน์จากการกระโดดเชือก ดีต่อสุขภาพ ลดน้ำหนักอย่างได้ผล!

การกระโดดเชือก เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่นอกจากจะสร้างความสนุกได้ดีแล้วยังเป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์อย่างมากมายอีกด้วย โดยเฉพาะการเสริมสุขภาพกายให้แข็งแรง ซึ่งวันนี้เราก็ได้รวบรวมประโยชน์ดีๆ จากการกระโดดเชือกมาแนะนำกันด้วย จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกระดูก

แค่กระโดดเชือกขึ้นลงไปมา ก็สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกระดูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี รวมถึงปัญหาข้อเสื่อม กระดูกเปราะบางได้ง่ายในวัยสูงอายุอีกด้วย ส่วนหนึ่งก็เพราะการกระโดดเชือกจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อและกระดูกได้ทุกส่วนของร่างกาย จึงสามารถเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกได้ดีนั่นเอง

ลดน้ำหนัก ให้หุ่นเพรียวสวย

การกระโดดเชือก เป็นวิธีออกกำลังกายลดน้ำหนักที่ทำให้หุ่นเพรียวสวยได้ดี และยังช่วยกระชับสัดส่วนได้อย่างมั่นใจอีกด้วย นั่นก็เพราะการกระโดดเชือกจะทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวครบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา หรือหน้าท้อง ซึ่งพบว่าการกระโดดเชือก 1 ชั่วโมง จะสามารถเผาผลาญแคลอรีได้มากถึง 1,300 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ใครที่ต้องการลดน้ำหนัก เรามากระโดดเชือกเพื่อหุ่นสวยดั่งใจกันดีกว่า

ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในวัยสูงอายุ จนถึงผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง แต่ก็สามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ไม่ยาก ด้วยการกระโดดเชือกบ่อยๆ นั่นเอง นั่นก็เพราะการกระโดดเชือกเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นหัวใจและหลอดเลือดให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแนะนำให้กระโดดเชือกครั้งละ 12-20 นาทีเป็นอย่างต่ำ และทำอย่างน้อย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ จะได้ผลลัพธ์ดีมาก

เพิ่มความสูงอย่างมั่นใจ

การกระโดดเชือกบ่อยๆ สามารถเพิ่มความสูงได้อย่างมั่นใจ เพราะในขณะกระโดดเชือก สรีระของเราจะเหยียดตรง จึงทำให้กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ยืดขยายมากขึ้น โดยพบว่าการกระโดดเชือกเป็นประจำทุกวัน วันละ 15-20 นาที จะทำให้สูงขึ้นกว่าเดิมได้ประมาณ 2-3 นิ้วเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นมาเพิ่มความสูงด้วยการกระโดดเชือกกันดีกว่า

เห็นไหมว่าการกระโดดเชือกมีประโยชน์มากกว่าที่คิดซะอีก โดยเฉพาะประโยชน์ดีๆ ในการลดน้ำหนัก ที่จะทำให้คุณมีหุ่นสวยได้ดั่งใจ พร้อมเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง แม้อายุมากขึ้นก็หมดกังวลเรื่องปัญหากระดูกและข้อต่อไปได้เลย นอกจากนี้การกระโดดเชือกก็เป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้สึกสนุกได้เป็นอย่างดีไม่เหมือนการออกกำลังกายทั่วไปอีกด้วย ดังนั้นหากใครอยากมีสุขภาพดีล่ะก็ มาออกกำลังกายด้วยการกระโดดเชือกกันสิคะ

สาเหตุหน้ามัน รูขุมขนกว้าง กับวิธีแก้ปัญหาเพื่อผิวหน้ากระชับเนียนใส

หน้ามัน เป็นปัญหาที่สาวๆ หลายคนไม่อยากเผชิญทั้งสิ้น และนอกจากหน้ามันแล้ว ยังพ่วงมาพร้อมรูขุมขนกว้างอีกด้วย วันนี้สาวๆ คนไหนมีปัญหาดังกล่าว เรามีวิธีแก้ปัญหาหน้ามันและช่วยให้รูขุมขนกว้างเล็กลงมาฝาก ต้องทำยังไงบ้างนั้น มาติดตามกันเลย

สาเหตุของการเกิดรูขุมขนกว้าง

ปัญหารูขุมขนกว้างมักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นควบคู่กันกับหน้ามัน นั่นเพราะต่อมน้ำมันที่อยู่ใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมาปริมาณมากจนเกินไป รูขุมขนก็ยิ่งกว้างมากขึ้นตาม โดยต้นตอของการมีผิวมันนั้นสามารถแบ่งแยกได้ 2 ส่วน คือ กรรมพันธุ์ และพฤติกรรม

– พันธุกรรม คือการถ่ายทอดมาจากครอบครัว เช่น คนในครอบครัวมีปริมาณฮอร์โมนเพศชายสูง หรือมีต่อมไขมันใหญ่เป็นจำนวนมาก

– พฤติกรรม คือการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม อย่างเช่น การดื่มน้ำน้อย การสครับผิวหน้า ล้างหน้าบ่อยเกินไปจนทำให้ผิวหน้าแห้ง อักเสบ การอดนอน ตากแดดจัดโดยไม่ได้ทาครีมกันแดด เป็นต้น

แม้เปลี่ยนพันธุกรรมไม่ได้ แต่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้

ปัญหาผิวหน้ามันจนทำให้เกิดรูขุมขนกว้างนั้น จริงอยู่ที่เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากทางพันธุกรรมได้ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ให้เหมาะสมเพื่อช่วยลดการผลิตน้ำมันส่วนเกินบนผิวหน้า และลดปัญหารูขุมขนกว้างตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการสครับหรือขัดผิวหน้าอย่างเบามือ ไม่ขัดรุนแรงจนทำให้รูขุมขนมีการอักเสบ ส่งผลให้ผิวหน้าหย่อนคล้อยเกิดริ้วรอยง่ายขึ้น หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น หรือหากต้องการล้างน้ำอุ่นจริงๆ ก็ควรล้างด้วยน้ำเย็นตบท้ายอีกครั้งเพื่อปิดกระชับรูขุมขน ซับหน้าแทนการเช็ดอย่างแรงๆ และไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไป ล้างวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นก็นับว่าเหมาะสมเพียงพอแล้ว เพียงเท่านี้ก็ไม่เป็นการกระตุ้นผิวให้ผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นแล้วค่ะ

ไอเดียเก๋ๆ กับอุปกรณ์ช่วยลดความร้อนที่ผิว หลังโดนแดด

เราสามารถลดความร้อนบนผิวได้ด้วย สเปรย์น้ำแร่ กันนะคะ

แดดร้อนๆ แบบนี้..
แน่นอนค่ะเราใช้ครีมกันแดด ที่จะช่วยปกป้องผิวจากรังสีUVA, UVB, Visible light แต่ผิวเราก็ยังร้อนอยู่ดี

ใครที่ชอบเล่นกีฬากลางแจ้ง นั่งพี่วิน หรือออกแดดบ่อยๆ แม้กระทั่งเดินตากแดดไปทานข้าวเที่ยง พกสเปรย์น้ำแร่ไว้ไม่เสียหลายค่ะ

**บอกก่อนนะคะว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ได้โฆษณาสินค้าใดๆ ทั้งสิ้น

เบื้องหลังไอเดียเก๋ของหมออุ๋มนี้มาจากการใช้สเปรย์น้ำในการรักษาผู้ป่วย Heat Stroke หรือ โรคลมแดด ค่ะ

..เพราะการสเปรย์ละอองน้ำเล็กๆ ไปบนผิวจะทำให้เกิดการคายความร้อนที่ผิวทำได้เร็วขึ้น สามารถฉีดสเปรย์บนผิวได้ทั้งตัวเลยค่ะ ความสดชื่นเย็นสบายจะมาเยือนเลยหละ

เน้นว่าไม่ต้องซับออกนะคะ เพราะการซับละอองน้ำออกนอกจากจะไม่ช่วยคายความร้อนแล้ว ยังเช็ดเอาครีมกันแดดออกไปด้วย ฉีดสเปรย์แล้วรอให้ละอองน้ำระเหยไปเองค่ะ

ออฟฟิศซินโดรม…ภัยเงียบ อันตรายมากกว่าที่คิด!

งานไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่เราที่ทำลายสุขภาพของตัวเอง…นี่เป็นคำพูดที่เป็นจริง เพราะงานหากรู้จักการวางแผนที่ดี รู้จักความพอดีกับการทำงานไม่ให้มากเกินความสามารถของร่างกาย ก็ย่อมไม่ทำให้เกิดอันตราย แถมยังส่งผลดีกับเราให้มีความสุขกายสุขใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แต่ด้วยค่านิยมการแข่งขันในปัจจุบัน และวิถีการทำงานของคนเมืองที่ดูจะไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า รีบเร่งแข่งขันกับคนอื่นเพื่อออกไปทำงานให้ทัน นั่งแบกงานทุกอย่างแทบลืมเวลากินอาหารหรือสนใจสุขภาพตัวเอง แบบนี้ไม่นานก็จะกลายเป็นปัญหาตามมาแบบไม่รู้ตัว โดยเฉพาะความเครียดที่เป็นต้นตอหลัก เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักกับ “โรคออฟฟิศซินโดรม” กันเป็นแน่ แม้จะดูไม่รุนแรงในเบื้องต้น ทว่าหากปล่อยทิ้งไว้ ในอนาคตย่อมส่งผลเสียตามมาอย่างมหาศาลกันได้เลยทีเดียวค่ะ
ออฟฟิศซินโดรม…ภัยเงียบ อันตรายมากกว่าที่คิด!
ต้นเหตุของโรคออฟฟิศซินโดรม อันตรายที่หลายคนยังไม่รู้ตัว

โรคออฟฟิศซินโดรมเป็นสิ่งที่ใครๆ ในเมืองหลวง หนุ่มสาวหรือใครก็ตามที่นั่งทำงานออฟฟิศแบบนิ่งๆ อยู่ทั้งวันโดยแทบไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกาย มีเพียงหน้าจอคอมพิวเตอร์ เม้าส์ คีย์บอร์ด และเก้าอี้เป็นอุปกรณ์ช่วยทำงานแบบสะดวกสบาย ใครเล่าจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้คือดาบสองคม

ทำมากไปย่อมเป็นภัย เพราะร่างกายไม่ได้ขยับไปไหน กลายเป็นความสบายที่เกินธรรมชาติ และสิ่งที่ตามมาคืออาหารเจ็บป่วยตั้งแต่เบสิคไปจนถึงการสะสมรอเวลา ระเบิดออกมาเป็นโรคเรื้อรังมากมายในอนาคต

ทางออกของปัญหากับโรคออฟฟิศซินโดรม

โรคนี้ครอบคลุมปัญหาเรื้อรังมากมายที่สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต ตั้งแต่ความเสี่ยงของการเกิดโรคอ้วน ไมเกรน โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน และภาวะเครียดอย่างรุนแรงทั้งหลาย ดังนั้นหากรู้ตัวว่ากำลังเริ่มต้นมีกิจวัตรประจำวันที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ ทางที่ดีควรหันมาปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ้างในการทำงาน

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลุกออกจากที่นั่งมายืดเส้นทุกๆ 1 ชั่วโมง ละสายตาจากหน้าจอประมาณ 5-10 นาที เพื่อป้องกันความเสื่อมสภาพของดวงตา และที่สำคัญ อย่าลืมรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ก็จะช่วยลดปัจจัยที่จะกลายเป็นต้นตอความเสื่อมสภาพของร่างกายให้น้อยลงได้

จงจำเอาไว้เสมอว่าการทำงานที่ดีจะต้องมีสุขภาพที่ดีไปพร้อมๆ กันด้วย จึงจะกลายเป็นชีวิตที่มีคุณภาพแบบทั้งภายนอกและภายใน ให้มีความสุขได้ในทุกๆ วันแบบปราศจากความเจ็บป่วยได้อย่างสมบูรณ์แบบนั่นเองค่ะ

เจลประคบเย็น ประโยชน์เพียบ

“เจลประคบเย็น” นอกจากจะมีประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว ยังมีประโยชน์อีกหลากหลายที่สาวๆ อาจไม่เคยรู้มาก่อนค่ะ จะมีอะไรบ้าง ตามมาดูเลย

หลากประโยชน์จากเจลประคบเย็น (Useful of Ice Pack)

อุปกรณ์และวิธีทำ

1 แช่แข็งเจลเย็น ห่อผ้าเช็ดหน้า ประคบแก้มช่วยกระชับรูขุมขน

2 ช่วยคลุมหน้าดิน ให้ความชุ่มชื้นอยู่ได้ 2-3 วัน

3 ใช้ปักดอกไม้แทนโอเอซิส

4 แช่เจลในน้ำร้อน ประมาณ 3-4 นาที ใส่กระเป๋าเสื้อช่วยให้มืออุ่นตอนออกนอกบ้าน
หรือห่อผ้าเช็ดหน้า ประคบตาได้

10 สาเหตุยอดฮิตทำให้สามีภรรยาทะเลาะกัน

ชีวิตคู่มิได้มีแต่ความสุขรสชาติหวานหอมเสมอไป หากแต่ยังแฝงไปด้วยหนามเล็ก ๆ ที่คอยทิ่มแทงชีวิตคู่ให้สั่นคลอน ซึ่งนั่นคือ ปัญหาสามีภรรยาทะเลาะกัน เพราะฉะนั้น แน่นอนว่าปัญหาทะเลาะเบาะแว้งเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลยในชีวิตคู่ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้การทะเลาะเบาะแว้งกลายเป็นสาเหตุของการนอกใจ หย่าร้าง และบ้านแตกสาแหรกขาด อัตราการหย่าร้างในเมืองไทยก็สูงขึ้นทุกวันจนน่าเป็นห่วง

การแก้ไขปัญหาสามีภรรยาทะเลาะกันอาจฟังดูเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่หากจัดการได้ ความสัมพันธ์ในชีวิตคู่จะมั่งคง แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ดังนั้นวิธีที่จะประคองชีวิตคู่ของคุณไม่ให้จบลงด้วยการหย่าร้างหรือแยกทาง ควรเริ่มจากคุณทั้งคู่เองก่อน คุณควรตกลงกันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เคลียร์ปัญหาที่ขัดแย้งกันจากสาเหตุของปัญหาเหล่านั้น เรามี 10 ตัวอย่างสาเหตุของปัญหาสามีภรรยาทะเลาะกันที่มักพบในหลาย ๆ คู่ พร้อมวิธีรับมือมาฝากกันค่ะ

1. จัดการกับเรื่องการเงินต่างๆ – หลาย ๆ คู่มักมีปัญหากันเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ สาเหตุมักเกิดจากการที่คู่คู่นั้นมีแนวคิดในการใช้จ่ายไม่ตรงกัน คนหนึ่งอาจจะใช้จ่ายอย่างประหยัดมัธยัสถ์ ในขณะที่อีกฝ่ายใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย หรืออาจเกิดขึ้นจากการที่สามีและภรรยาคนใดคนหนึ่งมีเงินเดือนมากกว่าอีกฝ่าย จึงทำให้มีความคิดในการใช้เงินไม่ตรงกัน ในกรณีนี้ สามีภรรยาจะมีปากมีเสียงกันในเรื่องสิ่งของที่ควรซื้อและไม่ควรซื้อ ดังนั้นทั้งคู่ควรเปลี่ยนแปลงแนวคิดในเรื่องของการใช้จ่ายในสิ่งของของแต่ละคน ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากของชีวิตคู่เลยทีเดียว เพราะทั้งคู่ไม่ควรใช้เงินเหมือนครั้งที่ทั้งคู่ยังครองตัวเป็นโสดกันอยู่ คุณทั้งคู่ควรมีกฎในการใช้จ่ายสิ่งต่าง ๆ และควรยึดมั่นในกฎนั้นอย่างเคร่งครัด

2. ความไม่เข้าใจกันระหว่างครอบครัวของอีกฝ่าย – คุณทั้งคู่มาจากพื้นฐานของครอบครัวที่แตกต่างกัน ดังนั้นการที่ทั้งสองครอบครัวต้องมารวมกันอาจก่อให้เกิดปัญหาที่ทำให้ไม่เข้าใจกันได้ ครอบครัวของภรรยา หรือครอบครัวของสามีอาจจะเข้ามาก้าวก่ายหรือตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ของชีวิตคุณทั้งคู่ได้ เช่น ที่อยู่อาศัย การเลี้ยงดูบุตร และเรื่องอื่น ๆ หากมีแนวโน้มว่าคู่ของคุณอาจมีปัญหาจากการไม่ลงรอยกันของทั้งสองครอบครัวได้ ขอแนะนำให้คุณแยกตัวออกมาอยู่กันเอง ไม่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับคนที่บ้านของคุณทั้งคู่จะดีกว่า

3. ปัญหาการเป็นคุณพ่อคุณแม่ของลูก – คุณและคู่สมรสของคุณอาจถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน ดังนั้นคุณทั้งคู่อาจมีความเห็นไม่ตรงกันในการเลี้ยงดูบุตรของคุณเอง เช่น การอบรมในเรื่องต่าง ๆ การเอาใจใส่ใกล้ชิดมากน้อยต่างกัน การศึกษา และความเห็นในเรื่องของการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก หากคุณมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ขอให้คุณหาจุดที่คุณทั้งคู่รับได้ พบกันคนละครึ่งทาง จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

4. เรื่องของเซ็กส์ – บางครั้งเรื่องเซ็กส์อาจก่อให้เกิดปัญหาชีวิตคู่ได้หากคุณทั้งคู่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ไม่พึงพอใจ หรือรับไม่ได้กับรูปแบบเซ็กส์ของอีกฝ่าย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณทั้งคู่ควรนั่งคุยกันถึงสิ่งที่ชอบและไม่ชอบเวลามีเพศสัมพันธ์กัน และหาทางที่จะก่อให้เกิดความสุขด้วยกันทั้งคู่ อย่าทนหรือแกล้งทำเป็นว่าทุกอย่างราบรื่นดีไม่มีปัญหา เพราะคุณอาจสะสมความขุ่นเคืองใจเอาไว้จนทำให้ชีวิตคู่ของคุณขมขื่นในภายหลังได้ และยังอาจเป็นสาเหตุของการนอกใจในภายภาคหน้าอีกด้วย

5. ความแตกต่างของบุคลิก– คุณและคู่สมรสเป็นคนสองคนที่มีความแตกต่างกัน แต่ก็มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจากความรัก และประเพณี ดังนั้นคุณทั้งคู่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการทะเลาะเบาะแว้งกันแทบจะไม่ได้เลย ไหนจะเรื่องของความแตกต่างของทัศนคติ การประพฤติตัว และชีวิตความเป็นอยู่ต่าง ๆ แต่คุณสามารถมองหาส่วนที่คุณทั้งคู่เหมือนกันได้ ซึ่งคุณสามารถนำมาช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น คุณทั้งคู่ควรให้ความเคารพต่ออีกฝ่าย เข้าใจ และรักกันให้มากขึ้นจนมองข้ามความแตกต่างกันไปได้

6. ลักษณะนิสัยที่รับไม่ได้ – หลังจากที่คุณเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยการอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน คุณอาจพบว่าคู่ชีวิตของคุณมีลักษณะนิสัยบางอย่างที่คุณไม่ชอบ และรับไม่ได้ หากเป็นอย่างนั้นคุณควรบอกเขาตรง ๆ แต่ใช้คำพูดที่ฟังดูนุ่มนวลเข้าไว้ และอย่าคาดหวังให้เขาเปลี่ยนนิสัยได้เพียงชั่วข้ามคืน ควรให้เวลาเขาได้ปรับตัวทีละเล็กละน้อย และใจเย็นกับเขาสักนิดด้วย

7. ความคาดหวังลึกๆ – คู่สามีภรรยาหลายคู่มีความคาดหวังต่ออีกฝ่าย และอาจผิดหวังหลังจากที่ผ่านไปได้เพียงไม่กี่ปี คุณอาจคิดว่าการแต่งงานไม่ใช่เรื่องที่ดีเหมือนที่เขาพูดกัน และคู่ของคุณอาจไม่ได้เป็นเหมือนเดิมก่อนที่คุณจะตกลงปลงใจแต่งงานด้วย คุณอาจย้อนเวลากลับไปไม่ได้ แต่คุณสามารถย้อนกลับมามองคู่ชีวิตของคุณในแบบที่คุณเคยเห็นจากตัวเขาได้ หากคู่ชีวิตของคุณไม่เป็นไปแบบที่คุณคาดหวังจะให้เขาหรือเธอเป็น ขอให้คุณลองเข้าใจในแบบที่เขาหรือเธอเป็น และลดความคาดหวังของคุณลงเสีย

8. ช่องว่างของการสื่อสาร – ปัญหานี้เกิดขึ้นจากการที่คุณไม่บอกสิ่งที่คุณต้องการบอกกับแฟนคุณ หรือในเวลาที่คุณไม่ยอมเริ่มต้นบอกความกังวลให้เขารู้ คุณทั้งคู่ควรคุยกันอย่างเปิดใจด้วยความอ่อนโยน จริงใจ และไม่ปิดบังซึ่งกันและกัน

9. ไม่มีเวลาให้กัน – สามีภรรยามักต้องการให้อีกฝ่ายสนใจ แต่หากอีกฝ่ายไม่มีเวลาที่จะอยู่ด้วยกัน ความสัมพันธ์ของคุณทั้งคู่จึงอาจย่ำแย่ได้ ดังนั้นก่อนที่จะเกิดปัญหานี้ขึ้น ขอให้คุณทั้งคู่วางแผนเวลาว่างของคุณให้ตรงกัน วิธีนี้เหมาะสำหรับคู่รักที่ต้องทำงานเป็นกะ หรือทำงานที่ไม่ตรงกันทั้งสถานที่และเวลา เช่น คู่รักที่ทำงานต่างประเทศ

10. การทำงานบ้าน – การทำความสะอาดบ้านอาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อาจก่อให้เกิดปัญหาสามีภรรยาทะเลาะกันได้เช่นกัน และในบางคู่อาจไม่ใช่แค่ปัญหาเล็ก ๆ อีกด้วย การแก้ปัญหานี้ก็เพียงแค่ผลัดกันทำ ช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย และอาจถือโอกาสทำความสะอาดบ้านนี้เป็นเวลาที่ควรจะได้พูดคุยกัน และอยู่ด้วยกัน

หลังจากที่ได้อ่านปัญหาต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นในชีวิตคู่ได้แล้ว ขอให้จำข้อแนะนำเหล่านี้เอาไว้ให้ดี พูดคุยกับคนรักของคุณอย่างเปิดเผยและฟังเหตุผลของเขาด้วย เมื่อไรก็ตามที่คุณไม่เข้าใจกัน ขอให้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ใช้คำพูดที่นุ่มนวลเข้าไว้และมองทุกอย่างให้เป็นบวกไว้ก่อน เมื่อไรที่คุณมีอารมณ์โกรธถึงขีดสุด อย่าปล่อยให้อารมณ์นั้นทำร้ายจิตใจคนรักของคุณ อย่าตวาดใส่กัน อย่าใช้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจซึ่งกันและกันแล้วมานั่งเสียใจทีหลัง การโกรธไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่อย่าโกรธกันข้ามคืน เข้าใจและใจเย็นให้มากเข้า ไว้ เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน และจำเอาไว้ว่าคนรักของคุณทำอะไรผิดพลาดได้ และคุณก็เช่นกัน และสุดท้าย จงให้อภัยและลืมเรื่องร้าย ๆ ไปเสีย นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะเอาชนะปัญหาทุกสิ่งที่อย่างในชีวิตของคุณ

5 เคล็ดลับสยบความโกรธของคนรัก ให้กลับมาหวานชื่นเหมือนเดิม

การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในฐานะคนรัก ย่อมต้องมีเรื่องให้ต้องกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะแต่ละคนก็มีความคิด พื้นฐานครอบครัว จิตใจที่แตกต่างกันไป จะให้คิดเหมือนกันไปหมดทุกเรื่องคงเป็นไปได้ยาก บางพฤติกรรมบางคำพูด ก็อาจถูกแสดงออกมาโดยไม่ตั้งใจ ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟได้ วันนี้เรามีเทคนิคดี ๆ ที่จะมาช่วยสงบความโกรธของฝ่ายตรงข้าม ให้ความรักกลับมาหวานชื่นเหมือนเดิม

1.อย่าใช้ความโกรธตอบโต้

เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเริ่มโกรธ โดยไม่มีเหตุผล อย่าใช้อารมณ์โกรธของตัวเองในการตอบโต้ เพราะการใช้อารมณ์สุดท้ายมักที่จะจบลงด้วยการเสียใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย วิธีที่ดีที่สุดในสถานการณ์นี้คือ ปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งใจเย็นลงและควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ดี เมื่อมีสติมากขึ้น จึงค่อยกลับมาพูดคุยทำความเข้าใจกัน เพียงแค่นี้ก็ช่วยลดความขัดแย้งลงไปได้มากแล้ว

2.ให้เวลาอีกฝ่ายได้ทบทวน

วิธีการจัดการกับความโกรธอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลที่สุด ก็คือการปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งอย่าคนเดียว ให้เขาได้มีเวลาทบทวนตัวเอง บางครั้งความโกรธอาจเกิดจากเรื่องหงุดหงิดใจเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น เมื่ออารมณ์ของอีกฝ่ายหนึ่งเย็นลงแล้ว ทุกอย่างก็จะกลับมาดีเหมือนดังเดิม

3.ให้ความรักกับคนรักมากๆ

บางครั้งการที่อีกฝ่ายหนึ่งโกรธ เขาอาจต้องการความรัก ความสนใจ จึงได้ทำตัวงี่เง่า เอาแต่ใจ วิธีแก้นั้นก็ไม่ยาก เพียงแค่เข้าไปกอดอีกฝ่ายหนึ่ง สนใจเขาให้มาก เพียงแค่นี้ก็ทำให้ความโกรธของอีกฝ่ายหนึ่งหายไป แถมทำให้ความรักความสัมพันธ์พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย

4.รู้จักง้อกันบ้าง

หากเราพลั้งเผลอทำอีกฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ การง้อก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหายโกรธได้อย่างง่ายดาย ทำตัวให้น่ารัก ซื้อขนมมาให้ ทำในสิ่งที่เขาชอบ ไม่นานอีกฝ่ายหนึ่งก็จะใจอ่อน ยอมให้อภัยไปเอง สิ่งที่สำคัญคืออย่าได้คิดว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอไป โดยไม่จำเป็นต้องง้ออีกฝ่ายหนึ่ง เพราะการทำแบบนี้อาจจะทำลายความสัมพันธ์ที่ดีลงได้ในที่สุด

5.อย่าลืมใส่ใจ

การใส่ใจคู่รักของคุณด้วยการแสดงความห่วงไย บริการในเรื่องเล็กน้อยอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ทำให้ความรักเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้ทะเลาะกันน้อยลง การใส่ใจยังช่วยทำให้เข้าใจกันมากขึ้นอีกด้วย

การทะเลาะกันของคู่รัก เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะรับมือกับความโกรธนั้นยังไง ลองนำวิธีการเหล่านี้ไปใช้ จะช่วยทำให้คุณรับมือความโกรธของอีกฝ่ายหนึ่งได้ดีขึ้น ลดความขัดแย้งลงได้ ทำให้ความรักยืนยาวขึ้นอย่างแน่นอน

โยคะเบียร์ เทรนด์ฮิตผิดกฎหมาย แอบโฆษณาแอลกอฮอล์

กรมควบคุมโรคแจงกรณีมีการเปิดคลาสโยคะเบียร์ ถือเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551

นพ.สุเทพ  เพชรมาก  รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีมีการเสนอข่าวตามสื่อออนไลน์เรื่องคลาสโยคะเบียร์ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากต่างประเทศจนกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของคนรักสุขภาพ และปัจจุบันมีการเปิดสอนที่ประเทศไทย ผู้เข้าร่วมจะต้องเล่นโยคะและมีเบียร์เป็นส่วนประกอบในการทำท่าทางต่างๆ เช่น การเอาขวดเบียร์มาช่วยในการทรงตัว และในระหว่างเล่นโยคะในท่าต่างๆผู้เล่นจะสามารถจิบเบียร์ไปด้วยได้ โดยจะใช้เวลาครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง

จากการเฝ้าระวังการกระทำความผิดของกรมควบคุมโรค โดยสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการสืบค้นข้อเท็จจริงพบว่า การจัดกิจกรรมโดยบริษัทการตลาดธุรกิจแอลกอฮอล์จัดฝึกโยคะเพื่อสุขภาพร่วมกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลเสียต่อสุขภาพของผู้ดื่ม ดังนั้นการจัดกิจกรรมดังกล่าวย่อมเป็นการจัดกิจกรรมที่สวนทางกับการรักษาสุขภาพอย่างสิ้นเชิง และการจัดกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อขายสินค้า ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  จึงถือเป็นการสื่อสารการตลาด ตามนิยาม อันเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 32 ประกอบมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551

จริงหรือไม่? ยิ่งนอนดึก นอนน้อย ยิ่งอ้วน?

ใครที่กำลังควบคุมน้ำหนักอ่านดูแล้วอาจมีสยอง เพราะหากคุณเป็นคนที่พักผ่อนไม่ค่อยจะเพียงพอ นอนดึกตื่นเช้าเป็นประจำล่ะก็ อาจทำให้คุณมีโอกาสที่จะอ้วนง่ายกว่าคนอื่นๆ เป็นเพราะสาเหตุอะไร มาดูกันค่ะ

  1. นอนน้อย ร่างกายเผาผลาญพลังงานน้อย

นักวิจัยพบว่าการนอนไม่เพียงพอ มีผลต่อการใช้พลังงานน้อยกว่าการนอนพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มถึง 5 % และหลังจากทานอาหารอิ่มจัด  ร่างกายจะใช้พลังงานลดลง 20% และเกิดอาการอ่อนเพลีย รู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่า

  1. นอนน้อย ทำให้กินมากขึ้น

จากการทดลองพบว่า หากเรานอนพักผ่อนน้อยในคืนก่อน เช้าวันรุ่นขึ้นจะทำให้ทานอาหารมากขึ้น โดยการทดลองที่ให้ผู้ชาย และผู้หญิงนอนเพียง 4 ชั่วโมง พบว่าเช้าวันรุ่นขึ้นผู้หญิงทานอาหารมากกว่าเดิม 329 กิโลแคลอรี่ ในขณะที่ผู้ชายจะทานมากขึ้น 263 กิโลแคลอรี่ (ผู้หญิงทานมากกว่าด้วยนะเนี่ย)

  1. นอนน้อย ทำให้อยากทานแป้ง และน้ำตาลมากขึ้น

เนื่องจากการที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า เกรลิน (Ghrelin)  ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นให้รู้สึกหิว ทำให้กินอาหารมากขึ้น  โดยเฉพาะประเภทแป้ง น้ำตาล ของหวานทุกชนิด เพื่อเพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือดให้รู้สึกสดชื่น บรรเทาอาการง่วงซึม

  1. นอนน้อย ร่างกายสะสมไขมันมากกว่าเดิม

การนอนไม่พอทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน  ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายรวมถึงระบบการเผาผลาญก็เสียไป นอกจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า เกรลิน (Ghrelin)  ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นให้รู้สึกหิว ทำให้กินอาหารมากขึ้นแล้ว ระบบการเผาผลาญพลังงาน ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงทำให้ร่างกายสะสมพลังงานส่วนเกินไว้มากขึ้น จนเกิดปัญหาอ้วนตามมาได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

  1. นอนน้อย ทำให้มีเวลาทานอาหารมากขึ้น

ข้อนี้คิดตามได้ง่ายๆ เลย ในเมื่อเรามีเวลาใช้ชีวิตอยู่โดยไม่ได้หลับไม่ได้นอนมากขึ้น เราก็ทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น บางคนนอนดูซีรี่ส์ไป หยิบขนมทานไปด้วย หรือบางคนอาจจะต้องทำงานโต้รุ่ง สมองทำงานมากๆ ก็เหนื่อยก็หิว ซื้ออาหารมาทานไปด้วย ทำงานไปด้วย การทำแบบนี้ทำให้อ้วนง่ายขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ทางเลี่ยงปัญหานี้ง่ายมากๆ เพียงแค่บังคับตัวเองให้ตื่น และนอนหลับพักผ่อนให้เป็นเวลา ทานอาหารให้ตรงเวลา ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง แค่นี้คุณก็มีสุขภาพที่แข็งแรง ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินได้ดั่งใจแล้วล่ะค่ะ

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : กลุ่มงานสุขศึกษา โรงพยาบาลลำปาง

อันตรายจากการ “กินคลีน”

วันก่อน ในวงสนทนาของเหล่าบรรดาสาวใหญ่ (ไม่ใช่อายุ หมายถึงรูปร่าง) พูดถึงเรื่องการกินอาหารคลีนเอาไว้โหดมาก บางคนลงทุนซื้อผักผลไม้ปลอดสารพิษ เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ น้ำมันกอกอย่างดี และซุปเปอร์ฟู้ดประเภทควินัว เมล็ดเจีย มาทำอาหารทานเองที่บ้าน หมดไปหลายพัน บาท บางคนยิ่งกว่านั้น สมัครสมาชิกร้านอาหารคลีนให้มาส่งถึงที่ เดือนละเป็นหมื่นๆ

จะกินคลีนทั้งที คนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างไรได้แต่ทำตาปริบๆ แล้วซื้อต้มเลือดหมู กับข้าวเปล่ามากินคลีน (แบบเกลี้ยงชาม) แทน

กินคลีน คืออะไร?

พูดง่ายๆ ก็คือ การกินอาหารที่สด สะอาด หรือปรุงสุกแบบที่คงสภาพตามธรรมชาติให้ได้มากที่สุด กล่าวคือ ปรุงรสให้น้อย ผ่านกรรมวิธีง่ายๆ ไม่ปรุงแต่งหรือเจือสารเคมีใดๆ เพื่อการถนอมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง แต่งสี แต่งกลิ่นสังเคราะห์ รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงอาหารขยะ หรือจั๊งค์ฟู้ด อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารมันเยิ้ม อาหารที่เรารู้ดีกว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพทั้งหลายนั่นแหละ

บางคนนิยามว่า การกินคลีน คือการเลี่ยงมัน เลี่ยงรสจัด และเลี่ยงอาหารปรุงสำเร็จรูปที่มักใส่ผงชูรส โซเดียม หรือสารสังเคราะห์อื่นๆ ซึ่งจะว่าไปมันก็ถูกแหละ

แต่….การกินคลีน ไม่ใช่การกินแบบนี้!

แบบไหนที่ไม่ใช่การกินคลีนน่ะเหรอ ก็แบบที่กินแต่ผักล้วนๆ หรืออะไรมันนิด อะไรปรุงรสหน่อยก็ไม่ทานเลย แบบนี้ก็ “คลีน” เกินไป

อันตรายจากการกินคลีน

1. ขาดสารอาหาร เพราะหากกินคลีนอย่างไม่ถูกวิธี ทานแต่อาหารเดิมๆ ซ้ำๆ หรือทานแต่ผัก ไม่ทานโปรตีน คารโบไฮเดรต หรือวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ก็มีสิทธิ์ขาดสารอาหารได้

2. โรคถามหา เอาล่ะสิ… กินคลีนอยู่ดีๆ มีโรคเสียอย่างนั้น โรคนี้มีชื่อว่า “ออโทเรกเซีย” (Orthorexia) ชื่อดูเหมือนเป็นญาติกันอะนอเร็กเซีย แต่ไม่ได้คลั่งผอม แค่คลั่งการมีสุขภาพดีมากจนเกินเหตุ เคร่งครัดในการทานอาหารมาก นับแคลอรี่อย่างเป๊ะ วันไหนทานเกินที่ตั้งเป้าไว้ ก็จะลงโทษตัวเองโดยการอดอากหารมื้อถัดไป หรือออกกำลังกายให้หนักขึ้น ไปๆ มาๆ ความหมกมุ่นในเรื่องสุขภาพของตัวเอง จะทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแย่ลง ใช้เวลาง่วนอยู่แต่กับเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย อยู่กับตัวเอง ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง จนสุดท้ายอาจคลั่งผอมแล้วกลายเป็นอะนอเร็กเซียได้เหมือนกัน

3. เสี่ยงรับสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงมากขึ้น เพราะชาวกินคลีน มักมีสลัดผักสดอยู่ในมื้อด้วยบ่อยๆ หากล้างผักไม่สะอาด หรือทานผักจากแหล่งที่ใช้สารเคมีมาก ก็อาจมีสิทธิ์รับสารเคมีตกค้างมากกว่าคนปกติ

4. อาหารคลีนไม่จริง ที่อาจเตรียมไว้นาน ผ่านอากาศอันร้อนอบอ้าวไปหลายชั่วโมง อาจทำให้อาหารเสียง่าย ไม่คลีน ไม่สดจริง เสี่ยงท้องเสีย หรือแพ้อาหารได้เช่นกัน

อ่านแล้วไม่ต้องตกใจไป หากเลือกกินคลีนแบบพอดีๆ ไม่ต้องคร่ำเคร่งกับตัวเองมากเกินไป ลดมัน ลดเค็ม ลดหวานจัด แต่ยังทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ รับรองว่าไม่ลำบากทั้งกับใจ กาย และเงินในกระเป๋าอย่างที่คิดแน่นอน